NEWS & ARTICLES

โดยปกติผู้ใหญ่ไม่ให้เด็กเล็กวัย 1-6 ปี ขึ้นลิฟต์เองคนเดียวอยู่แล้ว แต่บางครั้งอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เช่น ไปห้างแล้วเด็กวิ่งเล่นเข้าไปในลิฟต์คนเดียว หรือออกจากลิฟต์ไม่ทัน หรือพลัดหลงกับพ่อแม่ในลิฟต์ พ่อแม่จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ลูกเช่นกัน ดังนี้

ลูก “ดื้อ”เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการต่อต้าน ไม่ฟัง แต่อาการดื้อก็ถือเป็นพัฒนาการตามวัยปกติของเด็ก 0-6 ปี พ่อแม่จึงต้องใช้ความอดทนและเข้าใจ...

เด็กวัยตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป มักห่วงเล่น ไม่สนใจกินข้าว บ่อยครั้งก็กินไปเล่นไป ใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ วิธีที่พ่อแม่ควรรับมือและปรับพฤติกรรมลูกให้ได้ผลสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

ลูกวัย 3-5 ปี ชอบแกล้งคนอื่น แสดงถึงลูกยังขาดการฝึกคิดยืดหยุ่น (1 ใน 9 ทักษะ EF ที่สำคัญ) ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นจุดเริ่มของพฤติกรรมก้าวร้าวได้ พ่อแม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนี้

ปัญหาคลาสสิกอย่างหนึ่งของเด็กเล็กคือ งอแงเวลาสระผม กลายเป็นเรื่องปวดหัวของพ่อแม่ วิธีแก้ไขง่ายๆ พ่อแม่ทำได้ ดังนี้

ลูกควบคุมอารมณ์ไม่เป็น คือปัญหาใหญ่ของเด็กยุคนี้ เป็นที่มาของพฤติกรรมก้าวร้าว เกเร ติดเกม ติดเล่น เอาแต่ใจ

เด็กเล็ก 1-5 ปี มักมีปัญหาฉี่รดที่นอน เนื่องจากพัฒนาการด้านร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ การฝึกให้ลูกปรับตัวพ่อแม่สามารถทำได้ ดังนี้

คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าการตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องยากสำหรับลูก แต่ความจริงแล้วการตั้งเป้าหมายสามารถฝึกลูกได้ตั้งแต่เล็ก เริ่มจากเป้าหมายง่ายๆ ในกิจวัตรประจำวันของลูก เช่น ฝึกลูกเก็บที่นอนเอง (พับผ้าห่ม ดึงผ้าปูที่นอนให้ตึง) ให้เขาได้ทำเอง (ไม่ต้องเรียบร้อยมากก็ได้ แต่ให้เขารู้สึกได้ทำเต็มที่)

หลายครั้งพ่อแม่ตกหลุมพรางคำว่า ‘ลูกเก่ง’ เท่ากับ ‘ลูกคิดเป็น’ ซึ่งไม่ใช่!

ด่วน! เด็กไทยกำลังมีปัญหาอารมณ์รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลกรมสุขภาพจิตปีล่าสุด สาเหตุหลักมาจากพื้นฐานอารมณ์ของเด็กและการเลี้ยงดู

ควรอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ ความรักที่ถ่ายทอดผ่านเส้นเสียงและสัมผัสอ่อนโยนขณะลูบท้องเบาๆ

การชมลูก ถ้าใช้ถูกจะช่วยเสริมพฤติกรรมเชิงบวก แต่ถ้าชมผิดหลัก ก็สามารถให้ผลตรงข้ามได้เลย เทคนิคชมลูกให้ได้ผลดี ง่ายๆ มีดังนี้

คุณเคยทำแบบนี้กับลูกไหม ดุด่า ขู่ ตะคอก เมื่อลูกซน บ่น ห้าม ตี ลงโทษ เมื่อลูกดื้อ

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคสื่อโซเชียล ที่ไม่ว่าใครก็ต้องใช้สื่อด้านนี้ให้เป็น ไม่ว่าวัยไหน ทั้งวัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงวัย หรือแม้กระทั่งเด็กก็ตาม

นี่ไม่ใช่ยุคที่ผู้หญิงจะต้องอยู่เหย้าเฝ้ากับเรือนอีกต่อไป แต่เป็นยุคที่ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านได้เทียบเท่ากับผู้ชาย ดังนั้นหน้าที่การเลี้ยงลูกจึงไม่ใช่หน้าที่ของแม่แต่เพียงผู้เดียว แต่หน้าที่บางอย่างควรเป็นของคุณแม่มากกว่าหรือเปล่า?

ลูกร้องดิ้นพราดๆ กรี๊ด เตะ ต่อย ขว้างของ จะเอาให้ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ time out หรือเอาลูกออกจากบริเวณนั้น แล้วหามุมสงบ เป็นส่วนตัวให้ลูกนั่ง แม่นั่งด้วย แล้วบอกเขาว่า “ลูกเงียบเมื่อไหร่แม่จะกอด”

ตอบแบบเจาะจงยาก แต่ผลวิจัยทั่วโลกระบุตรงกันว่า ต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ลูกดูหน้าจอนานๆ ทุกวัน จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการแน่นอน

เด็กวัย 3-4 ขวบ มีพัฒนาการทางร่างกายและสมองที่รวดเร็ว ดังนั้นเราจะเห็นลูก ๆ เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในช่วงอนุบาลซึ่งเริ่มเข้าสังคมใหม่ที่โรงเรียน ได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ต่างจากที่บ้านชวนให้สงสัยอยู่ตลอดเวลา

ถ้าไม่ฝึกลูกให้นั่งกินดีๆ กว่าจะกินแต่ละคำต้องตามไปป้อน แบบนี้พ่อแม่เหนื่อยแน่นอน ยิ่งถ้าต้องไปกินข้าวนอกบ้าน แล้วลูกนั่งกินที่โต๊ะอาหารไม่เป็น วิ่งเล่นไปมา จะกลายเป็นกิจกรรมน่าเอือมระอาไปเลย วิธีแก้ปัญหาคือ เวลากินบอกลูกว่า เรา (พ่อ แม่ ลูก) จะนั่งกินกันจนเสร็จ เสร็จแล้วถ้าลูกจะเล่นค่อยไปเล่นได้ กำหนดเวลากินไว้ 30 - 40 นาที แล้วแต่บ้าน

1. ปิดจอทุกชนิด (โทรทัศน์ มือถือ) ให้ลูกมีสมาธิกับการกิน 2. นำของเล่นออกจากโต๊ะอาหาร กินคือกิน ไม่ดึงความสนใจลูกไปทางอื่น 3. ลูกไม่ชอบกินผักบุ้งวันนี้ ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะไม่ชอบ ให้นำเสนอ เชิญชวนบ่อยๆ (ใช้ได้กับอาหารทุกชนิด) 4. ให้ลูกกินเอง เลอะบ้างไม่เป็นไร แต่ลูกจะได้ฝึกรับผิดชอบตัวเอง 5. ลูกไม่อยากกินอาหารที่เตรียมไว้ อย่าบังคับ ลูกบอกอิ่มแล้ว ก็อย่าคะยั้นคะยอกินต่อให้หมด ลูกกำลังฝึกควบคุมตัวเอง

การเอาแต่ใจเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยในเด็กเล็ก 1-3 ขวบ ถือว่าไม่ใช่พฤติกรรมรุนแรง แรกสุดให้ใช้วิธี "เพิกเฉย" บอกลูกว่า “หนูเงียบเมื่อไหร่ให้ลุกขึ้นมาให้แม่กอดนะ” อดทนรอเขา ไม่พูดมาก เพราะลูกไม่ฟังคุณแน่

ลู ก คุ ณ เ ป็ น แ บ บ นี้ ไ ห ม ? เกเร ก้าวร้าว เอาแต่ใจ ไม่แคร์ใคร ไม่มีน้ำใจ เห็นแก่ตัว

ขอ 2 คำทำให้ลูกฉลาด... คำที่พ่อแม่ควรใช้กับลูกบ่อยๆ คือคำที่ฝึกลูกให้รู้จักตั้งคำถาม 2 คำจำเป็นที่ควรติดปากถามลูกเสมอคือคำว่า “ทำไม” กับ “ถ้า” เช่น “ทำไมหนูถึงชอบนิทานเล่มนี้จ้ะ” “ถ้าเป็นหนูจะทำแบบนั้นมั้ย” ฯลฯ เมื่อถามลูกประจำ ลูกจะเลียนแบบและเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ

เพลง หรือ ดนตรี ไม่เพียงให้ความเพลิดเพลินแก่ลูก แต่ยังช่วยพัฒนาสมองในเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสมองส่วนพัฒนาทักษะ EF ในเด็ก แล้วพ่อแม่จะใช้เสียงดนตรีพัฒนา EF ของลูกได้อย่างไร

รู้ยัง…เรื่อง “เล่น” ไม่ใช่แค่เรื่อง “เล่นๆ” สำหรับเด็กวัย 2-5 ขวบ เพราะการเล่นจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ (กล้ามเนื้อมัดเล็ก) และกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์สมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions)  ของเด็กๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต

‘เงิน’ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลี้ยงลูกก็จริง แต่ที่สำคัญกว่าคือ ‘การใช้เวลามากๆ กับลูก’ ค่ะ เพราะในช่วง 3-6 ปีแรกของลูกเป็นช่วงที่เด็กสามารถพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions) หรือทักษะการควบคุมอารมณ์ ความคิด การกระทำให้ไปสู่จุดหมายได้ดีที่สุด

หากคุณคิดว่าการให้ลูกเรียนพิเศษเยอะๆ นั้นสำคัญที่สุด นับได้ว่าเข้าใจผิดมหันต์เลยค่ะ ความรู้ที่ได้จากการเร่งเรียนพิเศษจะเป็นเพียงความจำระยะสั้น (Short Term Memory) เท่านั้น หมายถึง เวลาผ่านไปไม่นานก็ลืม เพราะท่องจำเพื่อสอบ ไม่ใช่อ่านเพราะสนุก หรือรู้สึกอยากรู้ ตรงกันข้ามกับการสร้างทักษะ EF ที่ช่วยให้ลูกๆ สามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างลึกซึ้ง

เกมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในเด็กเล็ก ผลวิจัยส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี หากให้เด็กเล็กเล่นเกมจากคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต หรือมือถือติดต่อกันนานๆ จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการและสมาธิในการเรียนรู้อย่างมาก ส่วนในเด็กโต หากลูกติดเกมงอมแงมจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง การแก้ไขแม้จะยากขึ้น แต่ก็สามารถช่วยเหลือลูกได้ ดังนี้

เมื่อลูกน้อยเริ่มไปโรงเรียน บ่อยครั้งพ่อแม่อาจต้องแปลกใจที่พบว่า ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารักกลับบ้านมาด้วย เช่น พูดคำหยาบ มีกิริยาก้าวร้าวทั้งที่ไม่เคยเป็น ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกจำพฤติกรรมเหล่านั้นมาจากเพื่อนที่โรงเรียน สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ

พ่อแม่ไม่ต้องห้ามลูกไม่ให้โกรธ แต่ควรสอนให้ลูกรู้ว่า “ตัวเองกำลังโกรธ” รู้จักระบายความโกรธได้อย่างเหมาะสม คือสอนให้จัดการอารมณ์โมโหเป็น ข้อควรรทำก็คือ

Powered by MakeWebEasy.com