NEWS & ARTICLES

เพลง หรือ ดนตรี ไม่เพียงให้ความเพลิดเพลินแก่ลูก แต่ยังช่วยพัฒนาสมองในเรื่องจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับสมองส่วนพัฒนาทักษะ EF ในเด็ก แล้วพ่อแม่จะใช้เสียงดนตรีพัฒนา EF ของลูกได้อย่างไร

รู้ยัง…เรื่อง “เล่น” ไม่ใช่แค่เรื่อง “เล่นๆ” สำหรับเด็กวัย 2-5 ขวบ เพราะการเล่นจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือ (กล้ามเนื้อมัดเล็ก) และกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์สมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions)  ของเด็กๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต

‘เงิน’ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลี้ยงลูกก็จริง แต่ที่สำคัญกว่าคือ ‘การใช้เวลามากๆ กับลูก’ ค่ะ เพราะในช่วง 3-6 ปีแรกของลูกเป็นช่วงที่เด็กสามารถพัฒนาทักษะ EF (Executive Functions) หรือทักษะการควบคุมอารมณ์ ความคิด การกระทำให้ไปสู่จุดหมายได้ดีที่สุด

หากคุณคิดว่าการให้ลูกเรียนพิเศษเยอะๆ นั้นสำคัญที่สุด นับได้ว่าเข้าใจผิดมหันต์เลยค่ะ ความรู้ที่ได้จากการเร่งเรียนพิเศษจะเป็นเพียงความจำระยะสั้น (Short Term Memory) เท่านั้น หมายถึง เวลาผ่านไปไม่นานก็ลืม เพราะท่องจำเพื่อสอบ ไม่ใช่อ่านเพราะสนุก หรือรู้สึกอยากรู้ ตรงกันข้ามกับการสร้างทักษะ EF ที่ช่วยให้ลูกๆ สามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านอย่างลึกซึ้ง

เกมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในเด็กเล็ก ผลวิจัยส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี หากให้เด็กเล็กเล่นเกมจากคอมพิวเตอร์ แทบเล็ต หรือมือถือติดต่อกันนานๆ จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการและสมาธิในการเรียนรู้อย่างมาก ส่วนในเด็กโต หากลูกติดเกมงอมแงมจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง การแก้ไขแม้จะยากขึ้น แต่ก็สามารถช่วยเหลือลูกได้ ดังนี้

เมื่อลูกน้อยเริ่มไปโรงเรียน บ่อยครั้งพ่อแม่อาจต้องแปลกใจที่พบว่า ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารักกลับบ้านมาด้วย เช่น พูดคำหยาบ มีกิริยาก้าวร้าวทั้งที่ไม่เคยเป็น ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกจำพฤติกรรมเหล่านั้นมาจากเพื่อนที่โรงเรียน สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ

พ่อแม่ไม่ต้องห้ามลูกไม่ให้โกรธ แต่ควรสอนให้ลูกรู้ว่า “ตัวเองกำลังโกรธ” รู้จักระบายความโกรธได้อย่างเหมาะสม คือสอนให้จัดการอารมณ์โมโหเป็น ข้อควรรทำก็คือ

หลักการคือ พ่อแม่รักคนพี่ให้มากๆ ให้ลูกรู้สึกว่าเขายังเป็นที่ 1 ของพ่อแม่เหมือนเดิม (มากกว่าน้อง) ลูกจะมั่นใจ เมื่อพ่อแม่สอนการแบ่งปันสอนดูแลน้องรักน้อง คนพี่ก็จะพร้อมทำตามว่าง่าย ไม่ต่อต้าน

เริ่มฝึกเมื่อลูกหยิบจับเล่นของเล่นได้ ช้าเร็วไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคน เรื่องที่ฝึกก็เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อน อย่างการดูแลเสื้อผ้าตัวเอง เช่น กางเกงใน ถุงเท้า ผ้าเช็ดหน้า เสื้อ กางเกง เราไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องทำได้แบบผู้ใหญ่ แค่ต้องการให้ลูกคุ้นเคยและปลูกฝังนิสัยความรับผิดชอบ สำคัญที่สุดต้องทำให้เป็นเรื่องสนุกด้วย จากนั้นเริ่มทำ ดังนี้

เวลาลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวไม่น่ารัก เช่น ร้องจะเอาของเล่น โวยวายไม่ทำตาม ก่อกวน ฯลฯ และอีกสารพัดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ วิธีหนึ่งในการจัดการของพ่อแม่ คือ

หนังสือของเด็กเล็ก ทำมาเพื่อให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง ลูกวัยนี้จะชอบหนังสือภาพเป็นพิเศษ หนังสือจะเป็นเหมือนของเล่นของเขา เป็นของเล่นที่เปิดได้ ข้างในมีภาพน่าดูด้วย หนังสือภาพที่เหมาะกับลูกเล็ก คือ

หัดลูกแต่งตัวเองทำได้ไม่ยาก วิธีสวมเสื้อ 4 ขั้นตอน 1. ร่นชายเสื้อมาถึงคอเสื้อก่อน แล้วจับคอเสื้อไว้ 2. สอดหัวเข้าไป 3. แม่ช่วยจับแขนเสื้อไว้ ให้ลูกสอดแขนเข้าไปทีละข้าง 4. ดึงเสื้อร่นลงมา

ฝึกลูกนั่งกระโถนแบบคุณแม่มืออาชีพ 1. บอกลูกว่า “ถ้ารู้สึกมีอะไรตุงๆ ที่ก้นให้บอกแม่ทันทีนะจ๊ะ” 2. พาไปนั่งเล่นบนกระโถนให้คุ้น หรือนั่งฟังนิทานไปด้วย 3. สังเกตว่าลูกมักจะอึเมื่อไหร่ 4. เมื่อถึงเวลาก็พาไปนั่งเล่นบนกระโถน 5. ช่วยลูกถอดกางเกง 6. ทำเช่นนี้ทุกวันจนเป็นกิจวัตร 7. ชมลูกที่นั่งบนกระโถนเป็น จะช่วยให้ลูกมีกำลังใจ อยากทำอีกเรื่อยๆ

ทำไมควรให้เด็กเล็กเล่นบัตรภาพ (Flash card) 1. สนุก เพราะพ่อแม่ชวนลูกเล่น 2. ภาพมีขนาดใหญ่ดึงดูดความสนใจ 3. มีตัวเลข จำนวน หรือคำสั้นๆ ช่วยการจดจำในระดับจิตใต้สำนึก 4. ช่วยกระตุ้นสมอง 5. พัฒนาการมองเห็น การฟัง 6. ให้ความสุขทั้งลูกและพ่อแม่ 7. เล่นง่ายได้ทุกเวลา พกพาสะดวก

เริ่มแรกชวนลูกมาแปรงฟันพร้อมกันหน้ากระจก แม่ค่อยๆ แปรงให้ดูก่อน จับมือลูกหัดแปรงเอง ถ้าลูกโยเยให้หาวิธีใหม่ สร้างบรรยากาศให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก เช่น บอกมาเล่นเกมจั๊กจี้ฟันกันนะจ๊ะ หรือมาเล่นเกมไล่สัตว์ประหลาดฟันผุกันดีกว่า วิธีแปรงฟันก็มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

สาเหตุอาจเกิดจาก… 1. พ่อแม่ไม่กินผัก ลูกจึงไม่มีตัวอย่างให้เห็น  2. พ่อแม่บังคับให้ลูกกินผัก 3. ลูกเคยกินผักแล้ว แต่ไม่อร่อย เลยฝังใจไม่ชอบ 4. มีเหตุการณ์ทำให้ไม่ชอบผัก เช่น เห็นหนอนอยู่ในผัก กลิ่นฉุน ฯลฯ

มีผลวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์ขันในเด็กพบว่า เด็กที่ชอบหัวเราะ ยิ้มแย้ม อารมณ์ดีจะมีแนวโน้มโตขึ้นเป็นคนที่มีระดับ IQ สูง รู้จักแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และมีความสุข เนื่องจากเซลล์ประสาทสมองของเด็กจะแตกแขนงเชื่อมโยงกัน เก็บบันทึกช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านั้นเป็นความทรงจำลงในจิตใต้สำนึกไว้ตลอดชีวิตนั่นเอง

หลายคนคิดว่าการสร้างวินัยให้ลูกวัยอนุบาลเป็นเรื่องยุ่งยาก ต้องเข้มงวดกวดขันเด็กๆ จึงจะทำตาม ความจริงเราเริ่มจากกิจวัตรประจำวันที่เขาต้องทำทุกวันนี่แหละง่ายที่สุด เด็กจะซึมซับได้ง่ายและดีกว่าไปเริ่มต้นเมื่อโตแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เราต้องเป็นต้นแบบและทำให้ลูกเห็นก่อนเสมอ มีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

การที่เด็กๆ อ่านหรือเล่นแทบเล็ตบ่อยๆ มีผลวิจัยระดับนานชาติหลายชิ้นรายงานตรงกันว่า ทำให้มีโอกาสเสี่ยงสายตาสั้นได้มาก เพราะต้องเพ่งมองหน้าจอสว่างระยะใกล้ เป็นเวลานานๆ ซึ่งหน้าจอแทบเล็ต รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ มือถือ ไฟหน้ารถยนต์ จะมีแสงสีฟ้า (blue light) เป็นแสงช่วงความยาวคลื่นต่ำ แต่มีพลังงานสูง สามารถทำลายจอประสาทตาได้ทำให้เกิดผลเสียต่อดวงตาในระยะยาว

บ้านไหนมีลูกชอบต่อปากต่อคำกับพ่อแม่บ้าง พ่อแม่พูดหนึ่งประโยค ลูกเถียงกลับมาสามประโยค ถ้าพ่อแม่ใจเย็นก็ดีไป ไม่เกิดเรื่อง แต่ถ้าบ้านไหนพ่อแม่ใจร้อน โมโหง่าย คราวนี้เจ้าตัวเล็กอาจจะถูกหวดก้นลายได้ง่ายๆ เรามีวิธีแก้ปัญหาลูกชอบเถียงมาฝากกันค่ะ

โดยธรรมชาติแล้ว เราไม่ชอบให้ใครติหรือว่าหรอกค่ะ ถึงจะเป็นคำติที่เจตนาดีก็ตาม แต่ถ้าไม่มีศิลปะในการพูดคนฟังก็อาจขุ่นเคืองหรือต่อต้านได้ง่ายๆ ยิ่งในเด็กเล็กๆ พ่อแม่ต้องยิ่งใส่ใจมากหากจะต่อว่าหรือตักเตือนเขา วันนี้เรามีวิธีตำหนิลูกง่ายๆ อย่างสร้างสรรค์มาฝากกันค่ะ

สำหรับเด็กๆ แล้วคำชมมีความจำเป็นและสำคัญมากๆ ค่ะ ถ้าใช้ให้เป็น คำชมนี่แหละจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีมากช่วยทำให้ลูกอยากทำซ้ำๆ (เพราะทำแล้วจะได้คำชมจากพ่อแม่) เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อลูกทำดีแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ทานข้าวเองได้ (ถึงจะหกเลอะเทอะบ้างหรือใช้เวลามากหน่อยก็ไม่เป็นไร) ไม่ฉี่รดที่นอน เข้านอนไม่งอแง ช่วยหยิบของให้ เก็บของเล่นเอง ฯลฯ หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ ชมลูกทันทีเมื่อเขาทำได้ทำตัวน่ารัก และชมอย่างจริงใจ ไม่ใช่ชมพร่ำเพรื่อหรือเกินจริงเพราะเด็กก็มีเซ้นส์แยกแยะออก ว่าอันไหนเป็นคำชมจริงหรือแค่แกล้งชม และการชมให้ชมสิ่งที่ลูกทำ เช่น หนูเก็บที่นอนเองเก่งมากจ้ะ หรือหนูกินข้าวเองได้จนหมดชามเลยเก่งมากจ้ะ

ผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของ World Economic Forum (WEF) ในรายงาน The Global Competitiveness Report 2013-2014 ชี้ว่าประเทศไทยรั้งตำแหน่งบ๊วยในอาเซียน (ไม่นับลาวและพม่า) คงไม่ต้องสาธยายว่า ระบบการศึกษาไทยอยู่หลังเขาลูกที่เท่าไหร่  และปัญหาใหญ่ระดับชาติตอนนี้คือ เด็กไทยคิดไม่เป็น 

ผู้ปกครองส่วนใหญ่คาดหวังให้ลูกวัยอนุบาลได้เข้าเรียนโรงเรียนประถมดีๆ  มีชื่อเสียง และโรงเรียนสาธิตก็ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกได้เข้าเรียน และแน่นอนว่าต้องมีการแข่งขันกันสูง แม้ว่าถึงที่สุดแล้วโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทั้งหลายจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ลูกเก่ง ดี มีสุขก็ตาม แต่ถ้าอยากให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนดังกันจริงๆ พ่อแม่ก็ควรต้องเตรียมพร้อมวางแผนให้ลูกแต่เนิ่นๆ ดังต่อไปนี้    

เด็กเล็กๆ ไม่ได้อยู่ดีๆ จะพูดคำหยาบได้เอง จุดเริ่มต้นมาจากเขาได้ยินได้ฟังแล้วนำมาพูดตาม เราจะพบบ่อยๆ เมื่อเด็กเริ่มเข้ากลุ่มเพื่อน เช่น เริ่มไปโรงเรียน ดูจากทีวี หรือคนรอบข้างพูด การแก้พฤติกรรมพูดไม่สุภาพของลูกจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เริ่มต้นจากวิธีดังต่อไปนี้

เหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ควรสอนลูก หากเกิดขึ้นให้พ่อแม่ตั้งสติแล้วแยกย้ายตามหาลูก รีบแจ้งประชาสัมพันธ์ของสถานที่นั้น หรือแจ้งตำรวจทันที โทร. 1599 แต่ทางที่ดีกว่านั้น คือเตรียมตัวและป้องกันก่อนจะเกิดเหตุขึ้นจริง สอนลูกให้ดูแลตัวเอง ดังนี้

การห้ามเด็กเล็กไม่ให้ซุกซนคงทำไม่ได้ (และไม่ควรทำอย่างยิ่ง) เพราะธรรมชาติของเด็กมักจะอยากรู้ อยากเห็น อยากลองทำ (ในสิ่งที่ผู้ใหญ่ห้าม ) สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว เด็กบางคนซนจนได้เรื่อง อยู่ในห้องเรียนก็ก่อกวนเพื่อน  ส่งเสียงดัง  บางคนเล่นแรงกับเพื่อน  กลายเป็นเด็กมีปัญหาการเข้าสังคม ไม่มีเพื่อนอยากเล่นด้วย  ถ้าอยากให้ลูกอยู่นิ่ง  เชื่อฟังคำสั่ง  คุณพ่อคุณแม่ลองทำตามวิธีเหล่านี้ได้ 

Powered by MakeWebEasy.com