fbpx

Category Archives: ทักษะพัฒนาการ

วิธีสอนลูกให้รักการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

7 วิธีสอนลูกให้รักการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

1. ช่วยลูกค้นหาความสนใจและหลงใหล

วิธีหนึ่งในการจุดประกายความรักในการเรียนรู้คือ การช่วยให้ลูกค้นหาตัวตน และความสนใจของเขา เด็กจะเรียนรู้ได้ดี เมื่อได้ทำในสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพและช่วยพัฒนาเด็ก

สังเกตและพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังทำ อ่าน ดู และเรียนรู้ พาเขาไปสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ ชมการแสดงละคร สวนสัตว์ ฯลฯ หรือลองทำแบบทดสอบความสนใจ กิจกรรมเหล่านี้สามารถช่วยพ่อแม่ค้นหาและจุดประกายความสนใจของลูกได้

2. ปล่อยให้ลูกลงมือทำ

เมื่อรู้แล้วว่าลูกสนใจอะไร ก็ช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติมและทำให้การเรียนรู้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น โดยการพาเขาไปลองเรียนรู้สัมผัสด้วยประสบการณ์ของตัวเอง การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็ก เมื่อเด็กได้เคลื่อนไหว สัมผัส และได้รับประสบการณ์ เขาจะเรียนรู้อย่างสนุกสนาน

เช่น หากลูกของคุณกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำ ให้พาเขาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ถ้าเขากำลังสนใจศิลปินสักคน ให้พาเขาไปที่พิพิธภัณฑ์เพื่อดูผลงานของศิลปินคนนั้น

3. ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก

เรื่องที่ดูเหมือนน่าเบื่อก็สามารถกลายเป็นเรื่องสนุกมากขึ้นได้เมื่อปรับรูปแบบการเรียนรู้ เช่น สอนผ่านเพลง เกมวิชาการ เกมล่าสมบัติ กิจกรรมสร้างสรรค์ BINGO เชิงวิชาการ หรือปริศนาอักษรไขว้ รวมไปถึงการทำโครงการศิลปะ ดนตรี หรืองานเขียนเชิงสร้างสรรค์เข้ากับหัวข้อวิชาการใดก็ได้ เช่น สร้างเพลงเกี่ยวกับวัฏจักรของน้ำ หรือเขียนเรื่องราวจากมุมมองของลูกอ๊อดในขณะที่กำลังแปลงร่างเป็นกบ หรืออาจสร้างแบบจำลองของระบบสุริยะโดยใช้วัสดุที่หาได้ในบ้านหรือในห้องเรียน หรือบางครั้งแค่ใช้อารมณ์ขัน เล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่สอนก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานขึ้น

เมื่อลูกเริ่มเห็นว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกมากขึ้นและเครียดน้อยลง ความรู้สึกรักในการเรียนรู้ก็ค่อยๆ จะเติบโตขึ้น

4. เป็นพ่อแม่ที่รักในการเรียนรู้

พ่อแม่ควรสำรวจตัวเองเช่นกัน ว่าสนใจ หลงใหลในเรื่องอะไร และแสดงออกให้ลูกเห็น เช่น การทำอาหาร การถ่ายภาพ วรรณกรรม ฯลฯ พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่พ่อแม่กำลังเรียนรู้ ความท้าทาย ความตื่นเต้น วิธีที่พ่อแม่นำสิ่งที่คุณเรียนรู้ไปใช้ในชีวิต การแสดงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของพ่อแม่จะช่วยปลูกฝังความหลงใหลแบบเดียวกันนี้ให้กับลูก

5. ค้นหาสไตล์การเรียนรู้ที่เหมาะกับลูก

เด็กมีสไตล์การเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หรือรูปแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละคน นักจิตวิทยาได้ระบุรูปแบบการเรียนรู้หลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหวร่างกาย

- เด็กที่ชอบเรียนรู้ผ่านการมองเห็น จะประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อนำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็นรูปภาพ เด็กกลุ่มนี้มีลักษณะช่างสังเกต มีความจำที่ยอดเยี่ยม และมักจะชอบงานศิลปะ

- เด็กที่ชอบเรียนรู้ผ่านการได้ยิน ชอบที่จะรับข้อมูลผ่านการฟัง เด็กกลุ่มนี้เป็นผู้ฟังที่ดี ปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี และมักมีจุดแข็งด้านการพูด และ/หรือความถนัดด้านดนตรี

- เด็กที่ชอบเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย มักเก่งด้านกีฬาหรือเต้นรำ เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการเคลื่อนไหวและการสัมผัส ชอบนับนิ้วหรือใช้ภาษาท่าทางบ่อยๆ

หาจุดเด่นของลูกว่าเด่นในการเรียนรู้แบบไหน และส่งเสริมในทางที่เหมาะกับเขา จะช่วยให้เขาเรียนรู้ในแบบที่เขารู้สึกสบายใจและสนุกสนานที่สุด

6. พูดคุยและรับฟัง

การให้ความสนใจกับคำถามที่ลูกถามอาจช่วยให้ค้นพบความสนใจของเขาได้ เมื่อลูกแสดงสนใจด้วยการถามคำถาม พยายามตอบคำถามนั้นให้ดีที่สุด แม้ว่าคำถามจะนอกประเด็นไปบ้าง แต่พ่อแม่ก็ควรแสดงความสนใจและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับลูก หากพ่อแม่ไม่ทราบคำตอบ ชวนลูกมาค้นหาคำตอบไปด้วยกัน เป็นการสร้างประสบการณ์ที่สนุกและน่าจดจำได้อีกทางหนึ่ง

พูดคุยด้วยการถามคำถามปลายเปิด เช่น "ทำไม" "อย่างไร" หรือ "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า….?" คำถามเหล่านี้สามารถนำเด็กไปสู่ระดับการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย

7. สนับสนุนและให้กำลังใจ

เหตุผลหนึ่งที่เด็กมักจะสูญเสียความรักในการเรียนรู้ เมื่อเขาเริ่มเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความวิตกกังวลและความกดดัน ทำให้เขากังวลว่าจะได้เกรดไม่ดี ตอบคำถามผิด หรือสอบตก

เมื่อการเรียนรู้เป็นเรื่องของผลลัพธ์เท่านั้น การเรียนรู้ก็จะไม่สนุกอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องสอนเด็กๆ ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด เช่น "ความฉลาด" ความสำเร็จมาจากความพากเพียร การฝึกฝน การทำงานหนัก และความล้มเหลว

โตไปไม่เอาไหนเพราะวางเป้าหมายไม่เป็น

คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าการตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องยากสำหรับลูก แต่ความจริงแล้วการตั้งเป้าหมายสามารถฝึกลูกได้ตั้งแต่เล็ก เริ่มจากเป้าหมายง่ายๆ ในกิจวัตรประจำวันของลูก เช่น ฝึกลูกเก็บที่นอนเอง (พับผ้าห่ม ดึงผ้าปูที่นอนให้ตึง) ให้เขาได้ทำเอง (ไม่ต้องเรียบร้อยมากก็ได้ แต่ให้เขารู้สึกได้ทำเต็มที่)

เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็จริง แต่พอทำได้ ลูกจะรู้สึกมั่นใจในตัวเองทุกวัน และเป็นธรรมชาติที่เขาอยากจะทำเรื่องที่ยากกว่านี้อีกเรื่อยๆ เป็นเหมือนความท้าทายเล็กๆ ของเขา คือเกิด self esteem ในตัวเอง

หรืออาจลองตั้งเป้าหมายในเชิงแข่งขัน (เหมือนแข่งกับคนอื่น แต่ความจริงเราสอนให้ลูกให้ค่ากับการแข่งกับตัวเองมากกว่า)

เช่น ลูกอยากลงแข่งวิ่งในงานกีฬาสีโรงเรียน ก็ต้องให้กำลังใจเขา และฝึกให้ลูกหมั่นฝึกซ้อมหลังกลับจากโรงเรียน 

แต่อย่ากดดันว่า ‘ต้องชนะให้ได้’ สอนให้ลูกเข้าใจว่าที่สำคัญที่สุดคือ “ความพยายาม” ไปสู่เป้าหมาย หมั่นฝึกซ้อมให้เต็มที่มากกว่า ผลลัพธ์จะแพ้หรือชนะก็ไม่เป็นไร

ชื่นชมเขาที่มีความพยายามและตั้งใจฝึกซ้อมทุกครั้ง เท่านี้ก็เป็นการฝึกให้ลูกมี EF รู้จักตั้งเป้าหมาย ไม่เครียดหรือกดดันเกินไป ได้สร้างทั้ง EQ และ self esteem ด้วย

ป๋องแป๋ง ชุดหนูทำได้

นิทานภาพคำกลอนชุดนี้ ฝึกลูกให้มีน้ำใจนักกีฬารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย แก้ปัญหาลูกท้อง่าย ไม่มีความอดทน ตื่นกลัว ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่กล้าเรียนรู้ลองทำสิ่งใหม่ 

ทำอย่างไร ถ้าลูกห่วงเล่น ไม่ห่วงกิน

ลูกไม่ยอมกินข้าว เพราะห่วงเล่น แก้ด้วยการฝึกวินัยการกินที่ดีให้ลูก
เด็กส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรอกว่า เรากินอาหารไปเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง และยิ่งไม่รู้หรอกว่า การมีวินัยในการกินสำคัญอย่างไร เขารู้เพียงแค่ว่า หิวก็กิน อยากกินก็กิน อาหารอร่อยก็กินเพียงเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องฝึกลูกให้มีวินัยในการกินตั้งแต่ยังเล็ก เพราะจะทำให้ลูกมีความสามารถในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำของตัวเอง ที่เรียกว่าทักษะ EF อันเป็นพื้นฐานไปสู่เป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิตต่อไป ด้วยวิธีต่อไปนี้

กินอาหารให้เป็นมื้อ กินให้เป็นเวลา
ลูกไม่ยอมกินข้าว หากปล่อยให้ลูกกินทั้งวัน หิวเมื่อไหร่ก็มีของกินพร้อมเสิร์ฟ ลูกก็จะไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหาร และไม่เห็นความสำคัญของการกินให้เป็นเวลา สำหรับลูกเล็กในวัยอนุบาล อาจมีอาหารว่างมื้อเล็กตอน 10 โมงเช้า กับ บ่าย 2 โมง แต่ต้องเป็นมื้อเล็กที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการ หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบ อาหารหวาน น้ำหวาน ขนมหวาน และไม่ควรให้กินขนมใกล้เวลาก่อนมื้ออาหาร สัก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกได้รู้จักความหิว

กำหนดเวลากินในแต่ละมื้อไม่เกินครึ่งชั่วโมง
บอกลูกว่า ทุกคนจะนั่งที่โต๊ะกินข้าวด้วยกันตามเวลาจนเสร็จ เมื่อหมดเวลาต้องเก็บอาหาร และไม่มีการกินเวลาอื่น ไม่มีของว่างหรือขนม จนกว่าจะถึงมื้อต่อไป เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้กฎว่า ถึงเวลากินข้าวต้องหยุดเล่น และมากินอาหารให้ตรงเวลา ถ้าไม่กินตามเวลาต้องทนหิว เพื่อรอเวลาอาหารมื้อถัดไป

ในข้อนี้ สำคัญมากในการฝึกลูกให้เรียนรู้วินัยการกินที่ดี คุณแม่ต้องไม่ใจอ่อน อย่ากลัวว่าลูกจะขาดสารอาหาร หากปล่อยให้ลูกอด เพราะการที่เด็กอดไปไม่กี่มื้อ ไม่ได้ทำให้เด็กขาดสารอาหารและไม่โต แต่จะทำให้เด็กเรียนรู้วินัยการกินที่ดีในระยะยาว ซึ่งการฝึกตั้งแต่ลูกยังเล็กแบบนี้ จะทำให้คุณแม่สบายในระยะยาว ไม่ต้องเหนื่อยเคี่ยวเข็ญให้ลูกกินข้าวไปจนโตด้วยเช่นกัน

สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน
ฝึกให้ลูกนั่งกับโต๊ะ กินอาหารพร้อมกันร่วมกับพ่อแม่ เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีในการกินให้ลูกได้เรียนรู้ว่า การกินเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำเหมือนกิจวัตรอื่นๆ และทุกคนต้องทำเหมือนกัน โดยมีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีในการกิน ซึ่งหากบ้านไหนที่พ่อแม่กินข้าวไม่เป็นเวลา กินข้าวหน้าทีวี หรือเลือกกิน ก็ควรปรับที่พฤติกรรมของตัวเองก่อน

สอนไปในทิศทางเดียวกัน
ปัญหาหนึ่งในการที่ฝึกวินัยลูกไม่สำเร็จ เพราะผู้ใหญ่ในบ้านไม่สอนลูกหลานไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนอื่นเลย ผู้ใหญ่ในบ้านควรคุยข้อตกลงในการปรับพฤติกรรมการกินของเด็กให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่า แม่เก็บอาหารเมื่อลูกไม่ยอมกินตามเวลา แต่คุณยาย เอาขนมของว่างมาให้หลานเพราะกลัวจะหิว เช่นนี้แล้ว เด็กจะไม่เห็นความสำคัญของการกินเป็นเวลา ซึ่งจะทำให้การปรับพฤติกรรมไม่ประสบความสำเร็จ

ไม่บังคับให้ลูกกินข้าว
คุณแม่คุณแม่ไม่ควรกังวลกับการกินของลูกมากเกินไป โดยธรรมชาติของเด็กเล็กจะกินอาหารตามปริมาณที่ร่างกายต้องการอยู่แล้ว เมื่อลูกอิ่ม ไม่อยากกิน ไม่ต้องคะยั้นคะยอหรือบังคับให้ลูกกินต่อให้หมด เพราะการกินมากกินน้อย ลูกอ้วนหรือยอมไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ดีหรือไม่ดี แต่การบังคับให้ลูกกินจะทำให้ลูกเกิดทัศนคติที่ไม่ได้ต่อการกิน และยิ่งไม่ยอมกินข้าวยิ่งกว่าเดิม

ชวนลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหาร
คุณแม่อาจชวนให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหาร ในส่วนที่ลูกสามารถทำได้และไม่เป็นอันตราย ลูกจะตื่นเต้นและภูมิใจที่ได้กินอาหารฝีมือตัวเอง นอกจากนี้คุณแม่อาจมีการดัดแปลงอาหารบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อสร้างบรรยากาศบนโต๊ะอาหารให้มีความแปลกใหม่ น่ากินกว่าเดิม เช่น มีสีสันหรือทำเป็นรูปตัวการ์ตูน

ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเมนู
คุณแม่ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเมนูให้เป็น เพราะการที่ลูกกินแต่อาหารเดิมๆ จนเบื่อก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ลูกไม่สนใจการกิน โดยคุณแม่อาจสลับจากเมนูข้าว เป็นเมนูเส้นที่ให้คาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว สปาเก็ตตี้ มักกะโรนี ขนมจีน เป็นต้น

ซึ่งหากคุณแม่จะฝึกให้ลูกลองอาหารใหม่ๆ ที่ไม่เคยกิน ควรนำเข้ามาทีละนิดร่วมกับอาหารที่ลูกชอบ หากลูกปฏิเสธอาหารชนิดนั้นๆ ในครั้งแรก ไม่ได้หมายความว่า ลูกจะไม่กินอาหารชนิดนั้นอีก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าสามารถให้เด็กได้ลองเป็นระยะ ได้ถึง 10 ครั้ง

ฝึกลูกตักอาหารกินเอง
เริ่มจากพ่อแม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นจับมือลูกทำตาม แล้วลองให้ลูกทำเอง ฝึกบ่อยๆ ให้ลูกทำได้ให้มากที่สุด ไม่ต้องกลัวเลอะเทอะ ไม่ต้องวุ่นวายกับการทำความสะอาดตลอดเวลาระหว่างกิน ให้คิดเสมอว่าความเลอะเทอะ คือการเรียนรู้ เมื่อลูกทำได้พ่อแม่ควรชื่นชมให้กำลังใจ ตบมือ ยิ้มให้ แล้วบอกว่า ที่คุณพ่อคุณแม่พอใจ คือ พฤติกรรมอะไร ยิ่งชมลูกยิ่งภูมิใจ และอยากทำอีก เมื่อลูกกินข้าวจนหมด พ่อแม่ก็ชมอีก วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ลูกอยากกินอาหารตรงเวลามากขึ้น

ปัญหาลูกกินยาก ห่วงเล่น ไม่ยอมกินข้าว แก้ได้ไม่ยาก เพียงคุณพ่อคุณแม่ปรับทัศนคติของตัวเอง และปรับการตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกอย่างเหมาะสม การฝึกวินัยการกิน ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหา ลูกไม่กินข้าว แต่การตั้งกติกา ช่วยฝึกให้ลูกมีความอดทน รู้จักควบคุมตนเอง เรียนรู้กฎในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เป็นพื้นฐานในการมีวินัยเรื่องอื่นๆ ต่อไป

หนังสือนิทานต่อไปนี้แก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว
การใช้หนังสือนิทาน เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสอนลูกกินข้าวให้ตรงเวลา ฝึกวินัยการกินให้ลูก “ไม่กินปิงปิงเล่นก่อน” เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อชี้ให้ลูกเห็นว่า บ้านของเรามีกติกาที่ทุกคนในบ้านต้องทำเหมือนกัน ถ้าถึงเวลากินแล้วไม่กิน ลูกจะหิวแบบ “ปิงปิง”

นิทานปิงปิง “ไม่กินปิงปิงเล่นก่อน” ยังช่วยเสริมสร้างทักษะทางสมองที่สำคัญอย่าง EF ได้ด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถชักชวนลูกพูดคุยถึงเหตุการณ์ในเรื่องนี้เชื่อมโยงกลับมาที่ตัวเอง หนูจะทำอย่างไรไม่ให้ต้องทนหิวอย่างปิงปิง ช่วยฝึกการยั้งคิดไตร่ตรอง และรู้จักประเมินตนเอง รวมไปถึงชวนลูกคิดต่อว่า แล้วเย็นนี้หนูอยากกินอะไร เราลองมาช่วยกันทำดีไหม เป็นการฝึกความจำเพื่อใช้งาน และวางแผน จัดระบบ ดำเนินการ เป็นพื้นฐานกระบวนการคิดที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ป๋องแป๋งไม่อยากกิน
ฝึกลูกให้รู้จักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ผ่านเรื่องราวน่ารักของ “ป๋องแป๋ง” ตัวละครสุดฮิตที่เด็กๆ ชื่นชอบ พร้อมเทคนิคทำให้ลูกชอบกินผักท้ายเล่ม เหมาะสำหรับการเริ่มต้นเรียนรู้ของเด็กเล็ก

อ้ำ อ้ำ…หม่ำ หม่ำ
หนังสือภาพพร้อมเพลง ปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีในการกินอาหารและเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับยานพาหนะที่เด็กชื่นชอบ เช่น รถไฟ ตุ๊กตุ๊ก เครื่องบินผ่านคำคล้องจองที่สามารถร้องเป็นเพลงแสนสนุก ส่งเสริมจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และทักษะทางภาษาอย่างสมบูรณ์ หนังสือเด็ก 0-6 ปี

ขอบคุณข้อมูลจาก ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย, Amarin Baby & Kids, kapook.com

แก้ปัญหาลูกชอบพูดคำหยาบ

แก้ปัญหาลูกชอบพูดคำหยาบ

เด็กเล็กๆ ไม่ได้อยู่ดีๆ จะพูดคำหยาบได้เอง จุดเริ่มต้นมาจากเขาได้ยินได้ฟังแล้วนำมาพูดตาม เราจะพบบ่อยๆ เมื่อเด็กเริ่มเข้ากลุ่มเพื่อน เช่น เริ่มไปโรงเรียน ดูจากทีวี หรือคนรอบข้างพูด การแก้พฤติกรรมพูดไม่สุภาพของลูกจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เริ่มต้นจากวิธีดังต่อไปนี้

1. พ่อแม่เป็นตัวอย่างให้ลูก เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมจากคนใกล้ตัวของเขา และแน่นอนว่าคนนั้นก็คือพ่อแม่นั่นเอง อยากให้ลูกพูดเพราะพ่อแม่ก็ต้องพูดเพราะก่อนค่ะ

2. หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกดูทีวี โดยเฉพาะในเด็กเล็กมากๆ ไม่ควรให้ดูทีวี หรือคลิปต่างๆ ในโซเชียล เพราะง่ายมากที่ลูกจะได้ยินคำพูดหยาบคาย รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ถ้าจำเป็นต้องดูพ่อแม่ควรอยู่กับลูกด้วย เมื่อได้ยินคำไม่สุภาพก็อธิบายง่ายๆ ให้ลูกรู้ว่าไม่ควรพูดคำนั้น เพราะจะดูไม่น่ารัก ไม่มีใครชอบ

3. ตั้งกติกาไม่พูดคำหยาบ อาจทำเป็นข้อตกลงสนุกๆ ไม่ดูจริงจังจนเกินไป แต่ต้องปฏิบัติเคร่งครัด ว่าทุกคนในบ้านจะไม่พูดคำหยาบ ใครเผลอพูดจะถูกลงโทษ เช่น งดขนม 1 มื้อ งดออกไปเล่นนอกบ้าน 1 วัน หรืองดเล่นของเล่นช่วงเย็น เป็นต้น จุดประสงค์ของการลงโทษก็เพื่อให้ระวังมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องลงโทษรุนแรง

สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยหยุดพฤติกรรมพูดคำหยาบของลูกก็คือ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการพูดให้ลูกนั่นเอง

(ขอบคุณภาพประกอบจาก freepik.com)

ป๋องแป๋งพูดไม่เพราะ

นิทานภาพคำกลอน สอนให้ลูกพูดจาไพเราะ สุภาพไม่พูดคำหยาบ พร้อมวิธีหยุดพฤติกรรมลูกพูดคำหยาบ และวิธีสอนลูกให้พูดเพราะในท้ายเล่ม

แก้นิสัยเอาแต่ใจด้วย time out

ลูกร้องดิ้นพราดๆ กรี๊ด เตะ ต่อย ขว้างของ จะเอาให้ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ time out หรือเอาลูกออกจากบริเวณนั้น แล้วหามุมสงบ เป็นส่วนตัวให้ลูกนั่ง แม่นั่งด้วย แล้วบอกเขาว่า “ลูกเงียบเมื่อไหร่แม่จะกอด”

วิธีนี้ใช้หลักสำคัญคือ แม่เงียบ ลูกเงียบ บรรยากาศรอบตัวสงบ ระหว่างรอแม่ไม่ตี ไม่บ่น ไม่ดุ ไม่สอน ไม่ต้องอธิบายเหตุผล แค่รอเฉยๆ อย่างสงบ พฤติกรรมแย่ๆ นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่จะถูกจับคู่กับความเงียบ และลูกจะเรียนรู้ได้เอง ทำซ้ำทุกครั้งที่เกิดเหตุ พฤติกรรมไม่พึงประสงค์จะหายไปและได้ผลเสมอ

การใช้นิทานช่วยปลูกฝัง EQ ของลูกก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเด็กซึมซับได้ง่าย
และชอบทำเลียนแบบพฤติกรรมตัวละครในนิทานที่เขาชอบ

ป๋องแป๋ง ชุดควบคุมอารมณ์
นิทานภาพคำกลอนชุดนี้ สอนให้ลูกรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองตั้งแต่เล็ก  เป็นพื้นฐานสำคัญของการแสดงออกอย่างเหมาะสมเมื่อโตขึ้น  

   

เหตุผลที่นิทานสร้างสายใยรัก

เหตุผลที่นิทานสร้างสายใยรัก

ควรอ่านนิทานให้ลูกฟังตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์

ความรักที่ถ่ายทอดผ่านเส้นเสียงและสัมผัสอ่อนโยนขณะลูบท้องเบาๆ

จะช่วยให้ลูกรับรู้ถึงความรักได้ ความสุขจากสัมผัสของแม่

จะช่วยลดฮอร์โมนความเครียด ทำให้ลูกโตขึ้นเป็นเด็กเลี้ยงง่าย อารมณ์แจ่มใส

การอ่านนิทานยังช่วยกระตุ้นและพัฒนาสมองของลูกด้วย

เล่นสมมติได้ประโยชน์กว่าที่คิด

เล่นสมมติได้ประโยชน์กว่าที่คิด

เล่นสมมุติ ได้ประโยชน์กว่าที่คิด!

“เด็กขวบครึ่ง-3 ขวบจะมีพัฒนาการภาษาเร็วมากจากการเล่นสมมุติ”

คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์เคยเขียนแนะนำไว้

ระหว่างที่เล่นสมมุติ เด็กจะเกิดการคิดเชื่อมโยง

ใช้ความคิดหนึ่งแทนความคิดหนึ่ง

สมมุติว่าใบไม้เป็นจาน สมมุติว่าทรายเป็นข้าว ฯลฯ

ระหว่างเล่นกันก็พูด ปฏิสัมพันธ์กัน ใช้คำศัพท์

เด็กที่ได้เล่นสมมุติบ่อยๆ จึงพัฒนาภาษาเร็วมากนั่นเอง

 

มาเริ่มเล่นบทบาทสมมุติง่ายๆ กับลูก

ด้วยหนังสือบอร์ดบุ๊ค #ชุดหน้ากากแสนสนุก 3 เล่ม

ใส่หน้ากากสมมุติเป็น…สัตว์น้อยน่ารัก เจ้าหญิง เจ้าชาย

หุ่นยนต์ ไดโนเสาร์ ฯลฯ พัฒนาการทักษะสมอง EF

ด้านจำเพื่อใช้งาน (Working Memory)

และคิดยืดหยุ่น (Shift/Cognitive Flexibility)

ลูกเล่นมือถือ ติดทีวี ไม่ดีตรงไหน

ลูกเล่นมือถือ ติดทีวี ไม่ดีตรงไหน

ลูกเล่นมือถือ ติดทีวี ไม่ดีตรงไหน?

คงต้องยอมรับกันว่า เด็กยุคนี้เกิดมาก็เจอมือถือ แท็บเล็ตแล้ว แค่ขวบกว่าๆ ก็ปาดหน้าจอจิ้มเล่นเก่งกว่าคุณยายคุณย่าเสียอีก แล้วไม่ดีตรงไหนนะ?

.

สำหรับพ่อแม่ที่เคยให้ลูกเล่นสิ่งเหล่านี้คงพบว่า เด็กจะอยู่นิ่งๆ เล่นเกมหรือดูทีวีได้นานๆ ไม่งอแง ไม่ไปวิ่งเล่นให้พ่อแม่ปวดหัวด้วย อย่างนี้ไม่ดีเหรอคะ? เป็นวิธีเลี้ยงลูกที่ทันสมัย ไม่ตกยุค แถมไม่ต้องเหนื่อยมากด้วย

.

มองเผินๆ ก็น่าจะดีแบบนั้น แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกเราจะพบสาเหตุว่าทำไมนักวิชาการจึงไม่สนับสนุนให้เด็กเล็กใช้มือถือ แท็บเล็ต หรือปล่อยให้เด็กดูทีวีนานๆ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

.

เวลาลูกเล่นเกม เด็กจะจดจ่อกับเกมไม่ทำอย่างอื่น ไม่พูดคุย ไม่วิ่งเล่น ไม่เข้าสังคมกับใคร ยิ่งถ้าเล่นจนติด หากพ่อแม่ขัดใจไม่ให้เล่นก็จะร้องไห้ อารมณ์เสีย เอาแต่ใจ แน่นอนว่ามีผลเสียต่อพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ ภาษา สังคม และสติปัญญา ยังไม่นับเกมที่ใช้ความรุนแรงประเภทเตะต่อย ยิง ระเบิด เลือดสาด ลูกก็จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวแถมมาให้ด้วย

.

ส่วนการนั่งดูทีวีนานๆ บ่อยๆ จะทำให้ลูกมีแนวโน้มสมาธิสั้นได้ง่าย เพราะคุ้นชินกับภาพและเรื่องราวที่เปลี่ยนไปมารวดเร็วบนหน้าจอ เด็กเล็กวัย 0-4 ปี ยังไม่สามารถแยกแยะว่าเรื่องใดจริงเรื่องใดสมมุติ เขาจะเชื่อภาพที่เห็นในจอทีวีทุกอย่างว่าเป็นเรื่องจริงและชอบทำตาม ถ้าในทีวีมีการพูดคำหยาบ ตบตี ร้องกรี๊ด พฤติกรรมไม่ดี หรือโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่เด็กจะถูกบ่มเพาะและเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านั้น

.

กิจกรรมที่พ่อแม่ควรทำสำหรับลูกวัยนี้ก็คือ การกระตุ้นการเรียนรู้แบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่ต้องไฮเทคไฮโซเทคโนโลยีใดๆ อย่างเช่น การวิ่งเล่นกับเพื่อน วาดรูป ระบายสี อ่านนิทาน ร้องเพลง ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้ ไม่เพียงช่วยกระตุ้นพัฒนาการ แต่เด็กยังจะได้รับความรักความอบอุ่น เพิ่มความมั่นคงในจิตใจเมื่อเติบโตขึ้น

เรียบเรียง : พี่คิดส์ซี่

อย่าติดจอนะป๋องแป๋ง

Activity Book ประกอบนิทานแสนสนุก เรียนรู้การใช้เวลาอยู่หน้าจออย่างเหมาะสม ส่งเสริมให้เล่น หรือทำกิจกรรมสนุกอย่างอื่นแทน สำหรับเด็กปฐมวัย สนุกกับกิจกรรมภายในเล่ม พร้อมสติ๊กเกอร์แสนน่ารัก เสริมทักษะ EF

ป๋องแป๋งติดจอ

นิทานภาพคำกลอน สอนลูกให้ใช้เวลาอยู่หน้าจออย่างเหมาะสมเปลี่ยนลูกติดหน้าจอให้เป็นเด็กติดกิจกรรมแทน

เรื่องเล่น…ไม่ใช่เล่นๆ

เรื่องเล่น...ไม่ใช่เล่นๆ

เรื่องเล่น…ไม่ใช่เล่นๆ
เวลาลูกเล่นซน พ่อแม่หลายคนคงปวดหัวไม่น้อย 
อาจมีเผลอบ่นแบบนี้กันบ้าง 
“อย่าเล่น…อยู่เฉยๆ สิจ๊ะ“
“ไม่เอา! ห้ามซนนะลูก“
แต่เด็กๆ กับการเล่นเป็นของคู่กัน คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่า “การเล่น” ก็คือการเรียนรู้ตามธรรมชาติของสมองมนุษย์ที่วิเศษมากๆ แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
การเล่นทำให้สมองส่วน Cerebral Cortex หรือ สมองใหญ่ ทำงานได้ดี และจากงานวิจัยก็พบว่าวิธีกระตุ้นให้สมองส่วนนี้เปิดรับข้อมูลอย่างเต็มที่ก็คือ สร้างอารมณ์ด้านบวก เช่น สนุกสนาน มีความสุข ยิ้ม หัวเราะ เพลิดเพลิน ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กๆ “เล่น“ นั่นเอง

ส่วนจะเล่นแบบไหน พี่คิดส์ซี่มีวิธี “เล่นคือเรียน เรียนคือเล่น” มาฝากกันค่ะ ง่ายมาก สนุกมาก เงินไม่ต้องใช้ ใช้แค่เวลา ความรัก ความเอาใจใส่ก็พอค่ะ

เล่นกับธรรมชาติ

นี่เลยค่ะ เล่นกับพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน สัตว์เลี้ยงดิน หิน ทราย น้ำ ต้นไม้ ฯลฯ ใกล้ตัวเรานี่แหละ

เล่นกับของจริง

เช่น ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ ถ่ายรูป ปั้นดินเหนียวเป็นรูปต่างๆ งานฝีมือ ฯลฯ

เล่นกับงานบ้าน

เช่น ถูบ้าน กวาดบ้าน ล้างตู้ปลา อาบน้ำสุนัข ช่วยพ่อซ่อมจักรยาน ฯลฯ

เล่นกับสถานการณ์จริง

ทำการ์ดอวยพรวันเกิดให้เพื่อน ทำของขวัญปีใหม่ วาดการ์ตูนให้เพื่อน

จดไดอารี่ประจำวัน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการเล่นอีกเยอะแยะ เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี ท่องเที่ยว เล่นบทบาทสมมุติ ฯลฯ เลือกที่ชอบกันได้เลยค่ะ!
*** ข้อมูล : หนังสือเล่นตามรอยพระยุคลบาท

บ้านต้นไม้ของปิงปิง

การสอนลูกให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ไม่ควบคุมคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ยังมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูกวัยนี้ นิทานภาพคำกลอน สอนผ่านกิจวัตรประจำวัน เช่น การเล่น การช่วยงาน การทำกิจกรรมเป็นทีม นิทานเสริมทักษะEF นิทานเด็กอนุบาล หนังสือสำหรับเด็ก 0-6 ปี

ขนมครกของปิงปิง

เพียงแค่คลิกนิ้ว ความสะดวก รวดเร็ว ก็มารออยู่ตรงหน้า เด็กยุคนี้จึงไม่ต้องอดทน หรือใช้ความพยายามใด ๆ มากนัก จนคุ้นชินกลายเป็นนิสัยรักสบาย เมื่อพบอุปสรรคแม้เพียงเล็กน้อย ก็ถอดใจ ไม่ต่อสู้ ถึงล้มเลิกกลางคัน ซึ่งส่งผลเสียไปจนโตเป็นผู้ใหญ่ นิทานภาพคำกลอนเล่มนี้ ปลูกฝังให้ลูกมีความพยายาม ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน มุ่งมั่นจนสำเร็จ นิทานเสริมทักษะEF นิทานเด็กอนุบาล หนังสือสำหรับเด็ก 0-6 ปี

เริ่มอ่านหนังสือกับลูกเมื่อไรอย่างไร

เริ่มอ่านหนังสือกับลูกเมื่อไรอย่างไร

จะอ่านนิทานเล่มแรกให้ลูกฟังได้เมื่อไหร่

ว่าที่คุณแม่มือใหม่สงสัยกันมาก

ว่าจะเริ่มอ่านนิทานให้ลูกฟังได้เมื่อไหร่

เพราะลูกยังเล็กมาก…

ตามหลักการแพทย์คือ อ่านได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง

น้ำเสียงและสัมผัสหน้าท้องที่อ่อนโยนของแม่

จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองและอารมณ์ของลูก

ต่อเนื่องมาถึงหลังคลอด ถ้าอ่านนิทานให้ลูกฟังประจำ

จะช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะภาษาได้ดีและเรียนรู้ได้เร็ว

 

หนังสือที่เหมาะกับเด็กทารกและเด็กเล็กควรมีคำสั้นๆ ยิ่งเป็นคำกลอนง่ายๆ ยิ่งเหมาะเวลาอ่านจะมีเสียงสูงต่ำจะช่วยกระตุ้นความสนใจ และทำให้ลูกจำได้ง่าย เด็กเล็กจึงมักพูดตามนิทานได้ทั้งเล่มแม้จะฟังเพียงไม่กี่ครั้ง เป็นวิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองตามธรรมชาติที่ไม่ต้องลงทุนหรือใช้เทคโนโลยีอะไรเลย

 
นิทาน Bookstart  หนังสือเล่มแรกของลูก

เป็นคำกลอนง่ายๆ สร้างสายสัมพันธ์รักพ่อแม่ลูก

และพัฒนาทักษะภาษา เริ่มจาก 3 คำพื้นฐาน

สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ