fbpx

Category Archives: ทักษะ ef

 อย่าตามใจลูกเกินไป! วิธีสร้าง Self-Esteemให้ลูกเก่งและมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ!

self-esteem

self esteem

ปัญหาที่พบบ่อยของ ปัญหาพ่อแม่มีฐานะ คือ การกลัวลูกต้องเผชิญความลำบาก ไม่ฉลาดเท่าเพื่อน หรือมีข้าวของไม่เท่าคนอื่น จึงพยายามดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างเต็มที่ ตามใจทุกอย่าง คอยช่วยเหลือทุกเรื่อง แต่นี่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อการพัฒนาการของลูก เพราะเด็กจะขาดโอกาสใน ฝึกแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ได้ ฝึกกำหนดเป้าหมาย  ในชีวิตเอง เนื่องจากพ่อแม่มักจะเป็นฝ่ายบอกหรือช่วยทำแทนเสมอ

การที่พ่อแม่ป้องกันไม่ให้ลูกต้องเจอเรื่องยากลำบาก เข้าใจว่าเป็นการแสดงความรักและห่วงใยลูก แต่กลับส่งผลเสียในระยะยาว เพราะลูกจะไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่รู้จักแก้ปัญหาหรือรับมือกับอุปสรรคในชีวิต เมื่อต้องออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองและเผชิญโลกความเป็นจริง ก็มักจะรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ หรือแม้กระทั่งท้อยอมแพ้อย่างง่ายดาย เพราะไม่เคยฝึกฝนทักษะเหล่านี้มาก่อน

อีกทั้งการที่พ่อแม่ตามใจ ประคบประหงมลูกทุกเรื่องแบบนี้ จะส่งผลให้เด็กมี  การสร้าง self esteem ในเด็ก หรือความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ ทั้งที่ self esteem นั้นสำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานของความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต และยังเป็นพื้นฐานใน ทักษะสมอง EF (Executive Functions) ซึ่งเป็นความสามารถในการควบคุมตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ การที่พ่อแม่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรเองบ้าง จึงเท่ากับเป็นการปิดกั้นพัฒนาการด้านนี้ของลูกไปโดยไม่รู้ตัว

การสร้าง self esteem ในเด็ก ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เพียงแค่พ่อแม่พูดสอน แต่ลูกจะต้องได้ลงมือทำ ลองผิดลองถูก เจ็บตัว เลอะเทอะ เหนื่อย และเผชิญความลำบากด้วยตนเอง โดยมีพ่อแม่คอยให้กำลังใจ ไม่ใช่เดินนำหน้าบอกว่าต้องทำอะไรบ้าง หน้าที่ของพ่อแม่คือการแนะนำและคอยระวังความปลอดภัยให้ลูก แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเป็นอันตรายถึงชีวิต ก็ควรปล่อยให้ลูกได้ลองคิดและตัดสินใจแก้ปัญหากันเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเล่นหรือการทำงาน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลดีต่อการพัฒนาสมองและบุคลิกนิสัยของลูกทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกอยากปีนต้นไม้ แทนที่พ่อแม่จะรีบห้ามด้วยความกลัวลูกตก เพราะมองว่าเป็นเรื่องอันตราย ควรแนะนำวิธีปีนที่ปลอดภัยแทน เช่น ให้เลือกกิ่งที่แข็งแรง ปีนขึ้นทีละขั้น ระวังอย่าปีนสูงเกินไป หรือถ้าลูกอยากทำอาหาร ก็ให้เขาได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนคิดเมนู ไปจ่ายตลาดเลือกซื้อวัตถุดิบ จนถึงลงมือทำเอง โดยมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ การได้ฝึกทักษะแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจในตัวเอง และทักษะการแก้ปัญหาให้กับลูก

เราสามารถเริ่มฝึกลูกให้ทำอะไรด้วยตัวเองได้ ฝึกเด็กวัยอนุบาล โดยเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว เช่น ให้ลูกเป็นคนเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่เอง ชวนลูกมาช่วยปลูกต้นไม้ ทำอาหารง่ายๆ อย่างไข่เจียว หรือพาไปปีนต้นไม้เก็บผลไม้ เป็นต้น ยิ่งได้ฝึกบ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี และถือเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างยิ่ง หากอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองและรู้จักควบคุมตนเองได้ดี

สิ่งสำคัญคือ อย่ากลัวลูกทำงานเหนื่อย กลัวลูกลำบาก เพราะการได้ฝ่าฟันเรื่องยากๆ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ และเป็นบทเรียนสำคัญให้ลูกได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จต้องอาศัยความพยายาม ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องลงมือทำ การให้ลูกได้ผ่านประสบการณ์ท้าทายและอุปสรรคบ้าง จะเป็นการบ่มเพาะให้ลูกมีความอดทน มุ่งมั่น สู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเป็นที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

ดังนั้น พ่อแม่ควรเปิดใจกว้าง ยอมให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำ ภายใต้การดูแลที่เหมาะสม อย่าห้ามหรือคอยตามใจจนเกินไป  รู้จักผ่อนปรนและเข้าใจธรรมชาติของเด็กในแต่ละช่วงวัย เมื่อลูกได้ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าคิดกล้าตัดสินใจ และพร้อมรับมือกับทุกเรื่องราวในชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีความสุข

8 วิธีให้ลูกยอมใส่แมสก์

ในช่วงที่เราทุกคนต้องเผชิญหน้ากับเชื้อไวรัสตัวร้าย อย่างเจ้าโควิด-19 คุณพ่อคุณแม่ต่างกังวลว่าจะดูแลลูกน้อยอย่างไรให้ปลอดภัยจากไวรัส ทั้งหน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ เบบี้ไวพ์ เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ แม่เตรียมไว้หมดครบทุกไอเท็ม แต่ลูกน้อยสุดที่รักกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ ลูกไม่ยอมใส่หน้ากาก ซะอย่างนั้น พ่อแม่จะทำยังไงดี?

เด็กวัยไหนที่ควรใส่หน้ากาก?

คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า ไม่ใช่เด็กทุกคน ทุกวัยที่ควรใส่หน้ากาก ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ระบุว่า

ทารกเแรกเกิด ถึง 1 ปีไม่ควรสวมหน้ากาก เพราะยังมีระบบการหายใจที่ไม่แข็งแรงพอ อาจเกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นอันตรายต่อระบบประสาทของทารกได้ หากต้องพาลูกออกนอกบ้าน แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มลูกแนบอก หรือใส่ในรถเข็นที่มีผ้าคลุมปิดแทน ลูกจะปลอดภัยและยังคงหายใจได้อย่างสบาย

เด็กวัย 1-2 ปีหากจำเป็นต้องใส่หน้ากาก ควรใส่ด้วยความระมัดระวัง และใส่ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

เด็กวัย 2 ปี ขึ้นไปสามารถใส่หน้ากากได้แล้ว ยกเว้นเด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง หรือระบบทางเดินหายใจ ไม่ควรใส่หน้ากาก

เด็กที่มีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษโรคทางระบบประสาทหรือระบบทางเดินหายใจบกพร่องรุนแรง ไมสามารถใส่หน้ากากได้ ควรเคร่งครัดเรื่องการรักษาระยะห่าง

หากลูกน้อยของคุณแม่อยู่ในวัย 2 ขวบขึ้นไปที่ควรสวมหน้ากากแล้ว คุณแม่จำเป็นต้องฝึกให้ลูกใส่หน้ากากให้เคยชินทุกครั้งเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่ปัญหาคือ ลูกไม่ยอมใส่หน้ากาก บ้านไหนที่กำลังประสบปัญหานี้ ใช้สารพัดวิธีในการหลอกล่อก็แล้ว แต่ไม่สำเร็จ ลูกดึงออกตลอด เพราะอึดอัด รำคาญ บางบ้านจึงให้ลูกใส่ Face Shield แทน

ลูกไม่ยอมใส่หน้ากาก ใส่ Face Shield แทนได้ไหม?

ศ. นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำว่า การใส่ Face Shield แทนหน้ากากอนามัย ยังไม่สมควร เพราะยังมีช่องเข้าสู่จมูก ปาก และหน้าตา ยิ่ง Face Shield แบบที่เป็นพลาสติกบางใส อ่อนไปอ่อนมา จะยิ่งลดความปลอดภัยลงอีก

ดังนั้น การใส่เฟซชิลด์เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยป้องกันโรค ทั้งยังสามารถทำให้ลูกน้อยรับเชื้อและแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ เฟซชิลด์ไม่สามารถทดแทนหน้ากากอนามัยได้ แม้จะใส่เฟซชิลด์ก็ยังจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยอยู่ดี

8 วิธีให้ลูกยอมใส่แมสก์

1. ใส่เป็นเพื่อนลูกเด็กเล็กชอบเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่ เมื่อลูกเห็นพ่อแม่ใส่ ลูกจะอยากใส่ด้วย ลองเลือกแมสก์ลายเหมือนกัน ใส่เป็นทีมพ่อแม่ลูกดูนะคะ

2. ให้ตุ๊กตาใส่ด้วยบางทีลูกอาจอยากมีเพื่อนใส่หน้ากากอนามัย ตุ๊กตาตัวโปรดก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจ หรือชี้ให้ลูกดูเพื่อนคนอื่นๆ ก็ใส่หน้ากากกัน ลูกเห็นเพื่อนใส่ก็จะอยากใส่ด้วย

3. เลือกลายการ์ตูนที่ลูกชอบก่อนคุณแม่จะสั่งซื้อหน้ากาก ลองให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกลายที่เขาชอบ จากเดิมที่ไม่ยอมใส่ พอเจอลายที่ชอบเขาก็อาจยอมใส่ไม่ยาก

4. มีคำชม มีรางวัลเป็นการเสริมแรงทางบวกเมื่อลูกยอมใส่หน้ากากอนามัย ลองให้ลูกส่องกระจก แล้วชมว่าใส่แล้วน่ารักจังเลย ลูกจะได้ดีใจและอยากใส่อีกเพราะอยากให้คุณแม่ชม

5. อธิบายเหตุผลที่ต้องใส่หน้ากากหากลูกอายุน้อยกว่า 3 ปีพอจะเข้าใจเหตุผลง่ายๆ ได้แล้ว คุณแม่ลองคุยกับลูกว่า เราต้องใส่หน้ากากอนามัยเราถึงจะปลอดภัย

6. ให้ดูแอนิเมชั่นที่เป็นตัวไวรัสลูกอายุ 3 ปีขึ้นไป มีความเข้าใจเรื่องเชื้อโรคมากขึ้น สามารถอธิบายได้ว่า เชื้อโรคทำให้เราเจ็บป่วย เมื่อลูกเห็นภาพก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น และยอมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันเชื้อโรค

7. ทำข้อตกลงถ้าไม่ใส่ไม่ออกจากบ้าน ข้อนี้คุณแม่ต้องใจแข็ง ลูกอาจไม่พอใจ ร้องโวยวาย แต่ถ้าคุณแม่หนักแน่นลูกจะเรียนรู้เองว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถึงร้องไปก็ไม่ได้อยู่ดี (บางบ้านใช้ทริค บอกลูกว่า ถ้าไม่ใส่เขาไม่ให้เข้าร้านนะ วิธีนี้ใช้ได้ผลหลายบ้านเลย)

8. ใช้การเล่านิทานเด็กจะใช้จินตนาการของเขาเชื่อมโยงเรื่องราวในนิทานกลับมายังตัวเอง ให้ตัวละครในนิทานเป็นตัวอย่างในการใส่แมสก์ และจูงใจให้ลูกน้อยยอมใส่แมสก์แต่โดยดี


หนังสือนิทาน “ปิงปิงไม่ใส่หน้ากาก” สอนลูกห่างไกลโรคติดต่อ

นิทานปิงปิง เรื่อง ปิงปิงไม่ใส่หน้ากาก 1 ใน 4 เรื่องจาก ชุดปิงปิงระวังภัย ผู้ช่วยคุณแม่ยุคใหม่ สอนลูกให้ห่างไกลโรคติดต่อ ด้วยการรู้จักดูแลสุขอนามัยของตัวเอง ผ่านตัวละครหนูน้อย “ปิงปิง” ซึ่งปิงปิง ก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่รู้สึกอึดอัดและรำคาญเวลาที่ต้องสวมหน้ากาก และเมื่อถอดหน้ากาก ก็ทำให้ปิงปิงได้เรียนรู้และเข้าใจ ว่าทำไมต้องใส่หน้ากากอนามัย รวมไปถึงการดูแลสุขอนามัยที่จำเป็นอื่นๆ เช่น กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ลูกน้อย “เรียนรู้การรักษาสุขอนามัย” ไปพร้อมกับปิงปิง อีกทั้งคุณแม่สามารถต่อยอด ชวนลูกมองกลับมาที่ตัวเอง เช่น สมมติว่าถ้าลูกเป็นหวัดเหมือนปิงปิง แล้วอยากไปเล่นกับเพื่อน แต่ไม่มีหน้ากากอนามัยจะทำอย่างไร? การตั้งคำถามให้ลูกได้ฝึกคิดต่อจะช่วยพัฒนา EF ของลูก ในการคิดยืดหยุ่น การยั้งคิด ไตร่ตรอง และปลูกฝังให้ลูกน้อยมีทักษะการใช้ชีวิต สามารถดูแลตัวเองได้อย่างปลอดภัยตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีต่อไปในอนาคตข้างหน้าของลูก