fbpx

Author Archives: Passcation Admin

ทำไงดี หนูชอบกรี๊ด

ทำไมเด็กเล็กถึงกรี๊ดกันนะ คุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไรให้ลูกน้อยลดเสียงลงได้บ้าง?

     เมื่อเด็กเล็ก (เริ่มตั้งแต่ประมาณ 17 เดือน) จะค้นพบความสุขจากการใช้เสียง บางครั้งก็กรี๊ดเพราะสนุก บางครั้งก็กรี๊ดเพราะโกรธ จนคุณพ่อคุณแม่ปวดหัวกันไปตามๆ กัน
     สาเหตุที่พวกเขากรี๊ดก็เพราะเด็กในวัยนี้กำลังการทดลองว่าทำสิ่งใดได้บ้าง การกรี๊ด ร้องไห้ หรือตะโกนก็เช่นกัน เด็กเล็กยังมีวิธีการสื่อสารที่จำกัด และการที่พวกเขาตะโกนหรือกรีดร้องนั้น แทนคำพูดมากมายหลายล้านคำเลย แต่อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจรำคาญและไม่รู้จะทำอย่างไรในที่สาธารณะ

     แต่เด็กๆ จะเลิกกรี๊ดร้องเมื่อโตขึ้น เหมือนพฤติกรรมของเด็กเล็กอื่นๆ ที่จะเปลี่ยนไปตามวัย ซึ่งเกี่ยวกับการกรี๊ดนั้นมีบางอย่างที่ควรระวังก็คือ

            1. อย่าเปิด เสียงทีวี เสียงเพลง และเสียงอื่นๆ ในบ้านดังจนเกินไป เพราะจะทำให้เด็กๆ คุ้นเคยกับเสียงดังและกรี๊ดดังตามไปด้วย

            2. อย่าตะโกนใส่เด็กให้หยุดร้อง เพราะเด็กๆ อาจเลียนแบบและแทนที่จะหยุดร้องอาจกรี๊ดมากขึ้น

            3. ถ้าพวกเขากรี๊ดเพราะงอแง อย่าใส่ใจ แต่ใส่ใจเมื่อเขาทำตัวน่ารักให้มากกว่า เพื่อทำให้เขารู้ว่าการเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผล

            คุณพ่อคุณแม่อาจทำให้ลูกหยุดด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น เปิดเพลงที่เขา ชอบ หรือของเล่นที่มีเสียงเพื่อให้เด็กๆ สนใจและหยุดร้อง และหากเด็กพอรู้ความแล้ว ควรสอนเขาว่าเสียงอะไรควรทำในสถานที่แบบไหน เช่น ข้างนอกบ้านทำเสียงอะไรได้บ้าง ทำเสียงอะไรไม่ได้บ้าง หากอยู่ที่บ้านอาจสอนด้วยการมี “ห้องเอาไว้กรี๊ด” เอาไว้ให้ กรี๊ดหนึ่งห้อง เวลาที่พวกเขารู้สึกอยากกรี๊ดหรืออัดอั้นตันใจ เพื่อเป็นการสอนเด็กๆ ให้ควบคุมการใช้เสียงอย่างสนุกสนาน


ป๋องแป๋งอยากได้ นิทานเด็ก ป๋องแป๋งอยากได้ นิทานก่อนนอน ฝึกให้รู้จักระงับความอยากได้ ไม่เอาแต่ใจ หนังสือสำหรับเด็ก 4-6 ปี

ตั้งสติก่อนตำหนิลูก

โดยธรรมชาติแล้ว เราไม่ชอบให้ใครติหรือว่าหรอกค่ะ ถึงจะเป็นคำติที่เจตนาดีก็ตาม แต่ถ้าไม่มีศิลปะในการพูดคนฟังก็อาจขุ่นเคืองหรือต่อต้านได้ง่ายๆ ยิ่งในเด็กเล็กๆ พ่อแม่ต้องยิ่งใส่ใจมากหากจะต่อว่าหรือตักเตือนเขา วันนี้เรามีวิธีตำหนิลูกง่ายๆ อย่างสร้างสรรค์มาฝากกันค่ะ

1. ลูกทำผิดให้ตำหนิที่พฤติกรรมของเขา ไม่ใช่ตำหนิที่ตัวเขา เช่น ลูกลอกการบ้านเพื่อน พูดคำหยาบ แกล้งเพื่อน ขโมยของเพื่อน แม่ไม่ควรพูดว่า “ลูกแย่มากที่ทำตัวแบบนี้” แต่ควรพูดว่า “แม่เสียใจที่ลูกทำแบบนี้ และเพื่อนก็คงเสียใจเหมือนกัน…” การตำหนิที่พฤติกรรม จะแสดงให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่ไม่ชอบ ไม่ยอมรับพฤติกรรมไม่ดี ไม่น่ารักของเขา ไม่ได้แปลว่า เกลียดหรือไม่รักเขา

2. ให้โอกาสลูกอธิบายเหตุผลก่อนตำหนิเขา (แม้บางครั้งพ่อแม่อาจรู้ว่าลูกกำลังโกหกอยู่ก็ตาม) ตรงนี้จะช่วยทำให้ลูกเชื่อใจและมั่นใจที่จะเล่าหรืออธิบายว่าทำไมจึงทำแบบนั้น ขณะฟังพ่อแม่ก็ต้องแสดงท่าทีตั้งใจฟัง นิ่ง สงบ เสร็จแล้วลูกจะถูกหรือผิด เราจึงค่อยๆ ให้เหตุผลว่า อะไรควรทำหรือไม่ควร ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น

3. ไม่ตำหนิหรือเปรียบเทียบลูกต่อหน้าคนอื่น เพราะเด็กจะรู้สึกเสียหน้าและอาย ซึ่งไม่มีเกิดผลดีอะไร ตรงกันข้ามถ้าเมื่อไหร่ลูกทำดีก็ต้องชมลูกทันที เช่นเดียวกันชมที่พฤติกรรมของเขาเป็นสำคัญ เช่น ลูกช่วยคุณยายล้างผักเก่งมากจ้ะ น่ารักจัง”

คำพูดแนะนำที่อ่อนโยนและเข้าใจมีส่วนสำคัญมากต่อพฤติกรรมของลูก ไม่ว่าคำตักเตือน หรือคำชม พ่อแม่จึงควรเลือกใช้คำพูดที่ดีต่อใจลูกเสมอ


อย่าเปรียบเทียบ ปิงปิงน้อยใจ ลูกจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา ถ้าไม่หยุดเปรียบเทียบกับเด็กอื่น นิทานพัฒนาทักษะชีวิต หนังสือสำหรับเด็ก 0-6 ปี

ชมลูกให้ได้ผลดี

การชมลูก ถ้าใช้ถูกจะช่วยเสริมพฤติกรรมเชิงบวก แต่ถ้าชมผิดหลัก ก็สามารถให้ผลตรงข้ามได้เลย เทคนิคชมลูกให้ได้ผลดี ง่ายๆ มีดังนี้

1. ชมอย่างจริงใจ ไม่ต้องพูดชมเว่อร์เกินจริง

2. ชมพร้อมใช้ภาษากาย เช่น กอด หอมแก้ม ลูบหัว

3. ชมทันทีที่ลูกทำ

4. ชมที่พฤติกรรมหรือความคิด ไม่เน้นชมที่ผลลัพธ์ (เก่ง, หล่อ-สวย, สอบได้ที่ 1, ร้องเพลงเพราะ ฯลฯ ) เช่น แทนที่จะชมว่า “หนูวาดรูปสวยจังเลย” ให้เปลี่ยนเป็น “หนูมีความพยายามมากที่วาดจนเสร็จ แม่ภูมิใจในตัวหนูนะจ๊ะ”

5. ชมโดยไม่นำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น “หนูได้ที่ 1 เก่งกว่าเพื่อนทุกคนในห้องเลย”

คำชมจึงมีความสำคัญ ปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้ลูกได้ ไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่พ่อแม่ต้องใส่ใจและใช้กับลูกอย่างเหมาะสมด้วย


ป๋องแป๋ง ชุดหนูทำได้ นิทานเด็ก ป๋องแป๋ง ชุดหนูทำได้ พัฒนาทักษะ EFด้านความมุ่งมั่น สร้างความมั่นใจในตนเอง หนังสือสำหรับเด็ก 0-6 ปี

ป๋องแป๋ง ชุดคนเก่ง นิทานเด็ก ป๋องแป๋ง ชุดคนเก่ง เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาอย่างมีสติ ดูแลตนเองได้ หนังสือสำหรับเด็ก 4-6 ปี

ชมลูกให้เป็น ลูกเก่งได้ไม่ยาก

ชมให้เป็น ลูกเก่งได้ไม่ยาก  

     สำหรับเด็กๆ แล้วคำชมมีความจำเป็นและสำคัญมากๆ ค่ะ ถ้าใช้ให้เป็น คำชมนี่แหละจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีมากช่วยทำให้ลูกอยากทำซ้ำๆ (เพราะทำแล้วจะได้คำชมจากพ่อแม่) เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อลูกทำดีแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ทานข้าวเองได้ (ถึงจะหกเลอะเทอะบ้างหรือใช้เวลามากหน่อยก็ไม่เป็นไร) ไม่ฉี่รดที่นอน เข้านอนไม่งอแง ช่วยหยิบของให้ เก็บของเล่นเอง ฯลฯ หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ ชมลูกทันทีเมื่อเขาทำได้ทำตัวน่ารัก และชมอย่างจริงใจ ไม่ใช่ชมพร่ำเพรื่อหรือเกินจริงเพราะเด็กก็มีเซ้นส์แยกแยะออก ว่าอันไหนเป็นคำชมจริงหรือแค่แกล้งชม และการชมให้ชมสิ่งที่ลูกทำ เช่น หนูเก็บที่นอนเองเก่งมากจ้ะ หรือหนูกินข้าวเองได้จนหมดชามเลยเก่งมากจ้ะ

สำหรับลูกวัยอนุบาลยิ่งถูกชมก็ยิ่งเป็นแรงเสริมที่ดีให้ลูกทำสิ่งนั้นบ่อยๆ จนเป็นนิสัยที่ดีติดตัวเขาไปได้ แต่ในลูกวัยประถมที่เริ่มรู้เรื่องและเข้าใจมากขึ้น พ่อแม่ก็ต้องพิถีพิถันในการชมด้วย ให้เลือกชมในความพยายามของเขา เช่น ชมว่าลูกขยันทำโจทย์เลขจึงสอบได้คะแนนดี มากกว่าจะชมว่า ลูกเก่งมากที่สอบได้คะแนนดี สรุปหลักในการชมลูกง่ายๆ คือ

1.   ชมลูกอย่างจริงใจ

2.   ชมในสิ่งที่ลูกทำหรือพยายามทำ มากกว่าบอกแค่ว่า เก่งมาก ดีมาก

3.   ไม่ชมพร่ำเพรื่อหรือในสิ่งที่ดูธรรมดา (ชมตามวัยของลูก เช่น อยู่ ป.1 แต่กลับชมลูกว่า เก่งมากที่แปรงฟันเองเป็น)  

4.   ไม่ชมลูกโดยเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น

แค่พ่อแม่รู้จักชมลูกและชมให้เป็น ก็จะเป็นแรงจูงใจให้ลูกเป็นเด็กน่ารักได้ไม่ยากเลย

—————–

ป๋องแป๋ง ชุดหนูทำได้ นิทานเด็ก ป๋องแป๋ง ชุดหนูทำได้ พัฒนาทักษะ EFด้านความมุ่งมั่น สร้างความมั่นใจในตนเอง หนังสือสำหรับเด็ก 0-6 ปี

งานบ้านเล็กๆ สอนเด็กคิดใหญ่ๆ

“งานบ้านเล็กๆ สอนเด็กคิดใหญ่ๆ”

.

ใครจะเชื่อว่างานบ้านเล็กๆ อย่างเช่นการแยกผ้า ก็สามารถสร้างเป็นกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ร่วมทำไปด้วยกันกับคุณพ่อคุณแม่อย่างสนุก เป็นกิจกรรมที่ช่วยทำให้เจ้าตัวเล็กฝึกคิดวิเคราะห์และส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตอย่างดีเลยค่ะ

.

เริ่มตั้งแต่ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะนำเสื้อผ้าลงในเครื่องซักผ้า ก็ลองชวนเด็ก ๆ มาคัดแยกเสื้อผ้าที่คละอยู่ในตะกร้าออกเป็นแต่ละประเภท เช่น เสื้อยืด เสื้อแขนสั้น กางเกง กระโปรง ถุงเท้า ผ้าเช็ดหน้า หรือหากปกติคุณพ่อคุณแม่คัดแยกเสื้อผ้าไว้อยู่แล้ว ก็นำมากองรวมคละกันแล้วทำทีชวนลูกๆ มาเล่นเกมแยกหมวดหมู่เสื้อผ้าก็ได้ค่ะ

.

คุณพ่อคุณแม่อาจกระตุ้นความสนใจด้วยคำถามง่ายๆ เพิ่มเติม เช่น “เสื้อผ้าของคุณพ่อให้ใส่ในตะกร้าสีฟ้า เสื้อผ้าของคุณแม่ใส่ในตะกร้าสีชมพู ส่วนเสื้อผ้าของหนูใส่ในตะกร้าสีเหลืองนะจ๊ะ”

.

ถ้าลูกๆ ยังสนุกกับเกมนี้อยู่ อาจต่อด้วยโจทย์ว่า “มาลองแยกผ้าสีขาว ออกจากผ้าสีอื่น ๆ กันดีกว่า” ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมคำถามได้เองตามเหมาะสม เข้ากับสถานการณ์หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้านได้เลยค่ะ

.

อ้อ! ที่สำคัญสำหรับกิจกรรมนี้ ในแต่ละความสำเร็จที่ลูกทำได้ ต้องมีคำชมให้ลูกเสมอนะคะ ลูกจะรู้สึกภูมิใจและอยากทำอีก สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงเสริมและสั่งสมความเชื่อมั่นในตนเองได้อย่างดี

.

กิจกรรมนี้สอนให้เด็ก ๆ รู้จักช่วยเหลือตนเอง ฝึกสังเกต จัดหมวดหมู่ นอกจากนั้นยังรู้จักแก้ปัญหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของทักษะการคิดวิเคราะห์ที่เด็กๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เมื่อโตขึ้น ‪#‎แนะนำหนังสือเด็ก


ป๋องแป๋งทำงานบ้าน นิทานเด็ก ป๋องแป๋งทำงานบ้าน ฝึกทักษะ EF ผ่านการทำงานบ้าน ฝึกความรับผิดชอบ นิทานก่อนนอน หนังสือสำหรับเด็ก 4-6 ปี

เรียบเรียง : พี่คิดส์ซี่

คำชมพูดกับลูกไว้ให้ติดปาก

ใครๆ ก็ชอบถูกชม อย่าว่าแต่เด็กๆ เลยค่ะ

ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็ชอบ

รู้ป่ะคะ คำชมนี่แหละจะช่วยทำให้ลูก

มีความมั่นใจในตัวเอง

เวลาเค้าทำดี แม้จะเล็กๆ น้อยๆ

อย่างเก็บของเล่นเอง กินข้าวหมดจาน

เราก็ควรชมเค้า เมื่อลูกทำดีให้ชมเลย

ลูกจะภูมิใจและอยากทำต่อ

แต่ต้องชมด้วยน้ำเสียงจริงใจนะ

อย่าเฟค อย่าแอ๊บ เพราะเด็กๆ เค้ารู้

แล้วถ้าลูกดื้อ? ใครจะไปชมล่ะคะ

ก็ต้องมีตักเตือนกันบ้าง

แต่ก็อย่าตำหนิรุนแรงและพร่ำเพรื่อ

คำที่ห้ามใช้เลยคือโง่ เซ่อ ปัญญาอ่อน

หรืออะไรทั้งหลายที่เราชอบพูด

เวลาจะเหวี่ยงจะวีนใส่ใคร

ไม่ดีค่ะไม่ดีเลย มันเป็นสิ่งที่จะทำร้ายจิตใจลูกได้ง่ายมาก

และถ้าไม่ระวังจะส่งผลเสียในระยะยาวด้วยคำแย่ๆ

ที่พ่อแม่เผลอว่าลูกไม่กี่คำนี้แหละ

ท่องไว้ค่ะท่องไว้ จะพูดอะไรกับลูกให้คิดก่อนเสมอ

“ถ้าเป็นคำชมให้พูดทันที

ถ้าเป็นคำติ คิดดีๆ ก่อนพูด”

ขอความเข้าใจให้เด็กพิเศษ

ข่าวเด็กพิเศษถูกเพื่อนแกล้งจนเป็นเรื่องราวที่มีผู้คนพูดถึงจำนวนมาก
ในโลกโซเชียลและทีวีมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า
เรายังจำเป็นต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนส่วนใหญ่ในการอยู่ร่วมกับเด็กพิเศษให้มากกว่านี้
เด็กในกลุ่มออทิสติกก็เช่นกันส่วนมากก็มีร่างกายปกติเหมือนเด็กทั่วไปนี่แหละ
แต่อาจมีปัญหาด้านการสื่อสาร ภาษา ทักษะสังคมและพฤติกรรมบางอย่างที่ดูแปลกๆ ในสายตาคนปกติ เช่น ไม่ชอบสบตา ไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัวชอบหมุนติ้วๆ แบบลูกข่าง ขี้ตกใจ ร้องเสียงดัง ฯลฯ ต่างๆ เหล่านี้เราควรรู้ไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้เหมาะสมเวลาต้องอยู่ร่วมกับเด็กออทิสติกหรือเด็กพิเศษ

ความจริงไม่ว่าเด็กปกติหรือเด็กคนไหนก็ต้องการความรักจากคนรอบข้าง ต้องการกำลังใจ
มากกว่าจะจ้องจับผิด ล้อเลียน หรือกลั่นแกล้งกันอยากชวนให้เรามาช่วยกันสร้างโอกาส
และพื้นที่สำหรับเด็กกลุ่มนี้ในสังคมไทยกันอีกเยอะๆ เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยเนอะ!

วิธีเลี้ยงลูกให้สุขภาพดีแข็งแรง

10 วิธีเลี้ยงลูกให้สุขภาพดีแข็งแรง

เล่นเกม ทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย

การออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงฟังดูเหมือนนาน แต่การเล่นเกมในเวลา 60 นาทีนั้นไม่นานเลย ลองเลือกกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายและพ่อแม่ลูกเล่นด้วยกันได้ เช่น ตั้งเต โยนบอล เตะบอล เป่าฟองสบู่ หรือออกไปเดินเล่นด้วยกัน เป็นต้น

ส่งเสริมกิจกรรมที่ลูกสนใจ

แต่ละครอบครัวมีสไตล์การเลี้ยงลูกที่แตกต่างกันไป หากสนับสนุนลูกในทางที่เหมาะกับครอบครอบของเราก็จะช่วยให้รู้สึกว่าการดูแลร่างกายให้แข็งแรงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากนัก เช่น ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เล่นกีฬาที่ลูกสนใจ อย่าลืมแต่งตัวให้เหมาะสม ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีจะช่วยให้ลูกทำกิจกรรมได้ต่อเนื่องยาวนาน และดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย

พาลูกห่างจอ

เด็กติดจอเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอ้วน ป้องกันได้โดยการพาลูกห่างจอออกไปทำกิจกรรมที่แอคทีฟแทนที่จะนั่งอยู่หน้าจอทั้งวันเพื่อดูทีวีหรือเล่นอินเทอร์เน็ต กำหนดเวลาในการใช้จอของลูก ไม่ควรมีทีวีหรือคอมพิวเตอร์ในห้องนอน ไม่ควรให้ลูกดูทีวีนานเกิน 2 ชั่วโมง ไม่ควรให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูหน้าจอทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต และหากิจกรรมอื่นๆ เล่นกับลูกทดแทนการปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอ

จัดเตรียมมื้ออาหารที่มีประโยชน์

ลดอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารแปรรูป เช่น ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายด์ ไส้กรอก แฮม พิซซ่า เพิ่มผักและผลไม้สดในมื้ออาหาร ลดอาหารกระป๋องที่มีโซเดียมสูง รวมถึง จัดสรรเวลาในการเตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้าที่ทำง่ายและใช้เวลาไม่นานทำเตรียมไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน หรือทำอาหารในวันหยุดเตรียมไว้สำหรับรับประทานระหว่างสัปดาห์ เป็นต้น

ทำให้เป็นเรื่องสนุก

เด็กมีแนวโน้มที่จะชอบกินของที่ตัวเองมีส่วนร่วมในการทำ ดังนั้น เป็นความคิดที่ดีที่จะชวนลูกมามีส่วนร่วมในการวางแผน เลือก และเตรียมมื้ออาหารที่มีประโยชน์ที่เขาอยากกิน และยังทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่าอาหารมาจากไหน กว่าจะมาเป็นอาหารเสิร์ฟร้อนๆ ในจานของเขา เช่น ชวนลูกปลูกผักสวนครัว ชวนทำคุกกี้โดยใช้พิมพ์น่ารักๆ รูปทรงต่างๆ จัดจานให้สวยงามด้วยผักหลากสี เป็นต้น

ค่อยๆ ลดอาหารในครัวที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ไม่จำเป็นต้องพลิกชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันทีแต่ควรค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด เช่น เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เลือกเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มขึ้น ดื่มนมจืดแทนนมหวานหรือนมช็อกโกแลต ลดขนมขบเคี้ยว อาหารไขมันสูง เพิ่มผักและผลไม้ เป็นต้น

การเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการเปลี่ยนอาหารของลูก เด็กเล็กมักยอมทดลองอาหารใหม่ๆ ง่ายกว่าเด็กโต ดังนั้น การสร้างนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่ยังเล็กจะได้ผลง่ายกว่า ในเด็กโตอาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะโน้มน้าวให้ลูกลองอาหารใหม่ๆ แต่เชื่อว่า ไม่ยากเกินความพยายามและตั้งใจจริง

สอนให้ลูกล้างมือบ่อยๆ

เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรคที่ทำให้เด็กเจ็บป่วยได้ง่าย ควรสอนให้ลูกล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ซึ่งส่วนมากอาจนึกถึงแค่ก่อนมื้ออาหาร แต่ลืมนึกไปถึงการหยิบขนมขบเคี้ยว หรืออาหารว่างระหว่างวัน ก็สามารถนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ หรือการหยิบจับของเล่น แล้วเอามือสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา เช็ดจมูก ก็สามารถทำให้ป่วยได้เช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสอนลูกล้างมือบ่อยๆ

รับวัคซีนพื้นฐานตามกำหนด

ตั้งแต่แรกเกิดคุณหมอจะให้สมุดวัคซีนกลับบ้าน พ่อแม่ควรพาลูกไปรับวัคซีนตามกำหนดเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย และพิจารณาฉีดวัคซีนทางเลือกตามความเหมาะสม เช่น วัคซีนโรต้า วัคซีนไอพีดี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

เข้านอนเป็นเวลา

การฝึกลูกให้มีวินัย กิน นอน เล่นเป็นเวลา ทำให้การเลี้ยงลูกง่ายขึ้น การเข้านอนเป็นเวลาช่วยให้ลูกนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนได้ดี ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ มวลกระดูก และมีพัฒนาการที่สมวัยไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตโกรทฮอรโมนได้มากที่สุดและควรนอนไม่ต่ำกว่า 7-8 ชั่วโมงต่อคืน

เป็นต้นแบบในการดูแลสุขภาพให้ลูกเห็น

เริ่มต้นดูแลตัวเองกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เข้านอนเป็นเวลา เป็นต้นแบบการใช้ชีวิตที่ดีให้ลูกเห็น พูดคุยกับลูกถึงข้อดีของการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รวมถึงให้ลูกมีส่วนร่วมเสมอ ลูกจะค่อยๆ ซึมซับนิสัยที่ดีในการดูแลสุขภาพจากพ่อแม่ และทำตามพ่อแม่จนเป็นความเคยชิน และเป็นนิสัยได้ในที่สุด

นอกจากนี้ วิธีเลี้ยงลูกให้สุขภาพดีแข็งแรง พ่อแม่อาจใช้ตัวช่วยเป็นนิทานสนุกๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อดีของการมีร่างกายที่แข็งแรง มาใช้สอนลูกได้ด้วย

วิธีสอนลูกให้มั่นใจในตัวเอง

13 วิธีสอนลูกให้มั่นใจในตัวเอง

การเห็นคุณค่าในตัวเอง หมายความว่าเรารู้สึกดีกับตัวเอง ว่าเราเป็นใคร และเรามีประโยชน์อย่างไร สิ่งนี้นำไปสู่ความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองและความมั่นใจโดยรวม เด็กที่มีความมั่นใจจะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น เผชิญกับความท้าทายตรงหน้า และเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะเอาชนะอุปสรรคใดๆ ก็ตาม ที่ต้องเผชิญได้ เรามาดูเทคนิคง่ายๆ วิธีสอนลูกให้มั่นใจในตัวเอง ที่พ่อแม่สามารถช่วยให้ลูกเติบโตเป็นคนที่มีความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง

1. ทำให้ลูกรู้ว่า รักของแม่ไม่มีเงื่อนไข

วิธีที่เราเห็นลูกของเรา หรือวิธีที่ลูกของเราเชื่อว่าเราเห็นพวกเขา มีผลอย่างมากต่อวิธีที่เขาเห็นตัวเอง บอกลูกว่าแม่รักและห่วงใยลูกเสมอ แม้ว่าเขาจะทำผิดพลาด หรือตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องใดก็ตาม

2. ฝึกให้ลูกพูดกับตัวเองในเชิงบวก

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักจะพูดคุยในเชิงลบกับตัวเองว่า “ฉันทำไม่ได้” หรือ “ฉันไม่กล้า” “ฉันกลัวว่า____” ลองฝึกใช้คำพูดเชิงบวก เช่น “ฉันกล้าหาญ” “ฉันเข้มแข็ง” “ฉันเชื่อในตัวเอง” “ฉันจะทำให้ดีที่สุด” เปลี่ยนความกลัว เป็นพลังบวกสร้างกำลังใจให้กับตัวเองดีกว่า

3. มอบหมาย "งานพิเศษ" ที่เหมาะกับวัยให้ลูกช่วยทำ

นอกจากงานบ้านแล้ว ให้มอบหมาย "งานพิเศษ" ให้ลูกช่วยทำ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่า ตัวเองมีประโยชน์ มีความรับผิดชอบ และมีความสามารถ การใช้คำว่า “พิเศษ” ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจมากขึ้น

งานพิเศษอาจรวมถึงการช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงหรือช่วยเลี้ยงน้องตามความจำเป็น การเป็นลูกมือช่วยแม่ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ หรือแม้แต่การแต่งตัวเอง เป็นต้น

4. มีส่วนร่วมกับการเล่นของลูก และปล่อยให้เขาเป็นผู้นำ

มีส่วนร่วมกับการเล่นของลูกเป็นการแสดงให้ลูกเห็นว่า เขามีความสำคัญและคู่ควรกับเวลาของคุณ วางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เลิกคิดเรื่องงาน หรือสิ่งรบกวนอื่นๆ และมุ่งความสนใจไปที่ลูกอย่างแท้จริง

ให้ลูกได้เป็นผู้เริ่มหรือเลือกกิจกรรมและเป็นผู้นำได้ เมื่อพ่อแม่มีส่วนร่วมและดูเหมือนจะสนุกกับกิจกรรมที่ลูกเป็นผู้ชี้นำ เด็กจะรู้สึกมีค่าและประสบความสำเร็จ

5. เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของลูก

พ่อแม่คือตัวอย่างแรกและแบบอย่างที่ดีที่สุดของลูก เป็นพ่อแม่ที่มีความมั่นใจให้ลูกเห็น แม้ว่าบางเรื่องคุณอาจไม่มั่นใจก็ตาม พ่อแม่จำเป็นต้องปรับปรุงความมั่นใจของตัวเองเช่นกัน เริ่มต้นด้วยการพูดเชิงบวกเกี่ยวกับตัวคุณเองและผู้อื่นต่อหน้าลูก หลีกเลี่ยงการวิจารณ์ตัวเอง

6. ขอความคิดเห็นจากลูก

การที่พ่อแม่ขอคำแนะนำหรือความคิดเห็นจากลูก (ในเรื่องที่เหมาะสมกับวัยของเขา) แสดงว่าพ่อแม่ให้คุณค่ากับเขาและแนวคิดของเขา วิธีนี้ยังช่วยให้เด็กสร้างความมั่นใจด้วยการแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ยังต้องการความช่วยเหลือในบางครั้ง และการขอความช่วยเหลือก็ไม่เป็นไร

7. สร้างช่วงเวลาพิเศษร่วมกัน

ความรักและการยอมรับเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นใจและคุณค่าในตัวเอง ดังนั้น พ่อแม่จึงควรใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูกเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีค่า พาเขาไปเที่ยว กินข้าวเย็นด้วยกัน เล่นเกม ออกไปข้างนอก หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้คุณและลูกได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างสนุกสนาน

8. สอนให้ลูกตั้งเป้าหมาย และไปให้ถึง

การตั้งเป้าหมายและเอาชนะเป้าหมายที่ท้าทายและเป็นไปได้จริง ช่วยให้ลูกรู้สึกว่าเขามีความสามารถมากขึ้น เมื่อลูกทำสำเร็จ ให้ชื่นชมลูกทันทีอย่างจริงใจ และเน้นที่ความพยายามมากกว่าผลลัพธ์

9. ชื่นชมความพยายามของลูกให้คนอื่นฟัง

วิธีสอนลูกให้มั่นใจในตัวเอง อีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและรวดเร็ว คือการ "บังเอิญ" ให้เขาได้ยินพ่อแม่ชื่นชมความสำเร็จและความพยายามอันยิ่งใหญ่ของเขาต่อผู้อื่น บางครั้งเด็กๆ มักจะไม่เชื่อเมื่อเราชมเขาโดยตรง แต่การได้ยินพ่อแม่พูดคำชมนี้ซ้ำๆ ให้คนอื่นฟังยิ่งทำให้เชื่อมากขึ้น และมีความหมายมากขึ้น

10. ห้ามเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น

หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบลูกกับพี่น้องหรือเด็กคนอื่นด้วยคำถาม เช่น “ทำไมลูกไม่ทำตัวเหมือนให้เหมือนลูกบ้านนั้น” หรือ “ดูว่าพี่สาวของเธอเรียนเก่งแค่ไหน! ทำไมลูกถึงทำอย่างนั้นไม่ได้”

การเปรียบเทียบจะทำให้เด็กเกิดความสงสัยในตัวเอง เชื่อว่าเขาไม่สามารถทำให้พ่อแม่พอใจหรือทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ได้ และสูญเสียความมั่นใจในที่สุด

11. ให้ลูกตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมตามวัย

ให้เด็กตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมตามวัย เช่น จะใส่ชุดอะไร กินอะไรเป็นอาหารเช้า จะเล่นเกมอะไรหรือใช้สีอะไร ไปเที่ยวที่ไหน ฯลฯ ช่วยให้เด็กรู้สึกว่ามีความสามารถและมีพลัง

12. กระตุ้นให้ลูกลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

เด็กที่ขาดความมั่นใจมักจะไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ กระตุ้นให้ลูกลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ อธิบายให้ลูกรู้ว่ามันคืออะไร เรากำลังจะทำอะไรกัน แม่ทำให้ดูก่อน แล้วจับมือลูกลองทำ เมื่อลูกเริ่มทำได้ก็ช่วยกันทำ จากนั้นค่อยๆ ปล่อยให้เขาทำเอง วิธีนี้ช่วยให้ลูกมั่นใจว่าพวกเขาสามารถรับมือกับทุกสิ่งที่เข้ามาได้

13. ช่วยลูกเอาชนะความกลัว

ความกลัวมักจะขัดขวางไม่ให้เด็กพยายามอย่างดีที่สุดและใช้ศักยภาพสูงสุดของตนเอง ซึ่งจะทำให้ความมั่นใจลดลง หากลูกกลัว บอกลูกว่าไม่เป็นไร ลูกกลัวได้ แม่จะอยู่เคียงข้าง คอยปลอบลูกเสมอ แต่หากลูกยังกลัว พ่อแม่รอได้ ให้เวลาลูกเรียนรู้และจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง

วิธีสอนลูกให้รักการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

7 วิธีสอนลูกให้รักการเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

1. ช่วยลูกค้นหาความสนใจและหลงใหล

วิธีหนึ่งในการจุดประกายความรักในการเรียนรู้คือ การช่วยให้ลูกค้นหาตัวตน และความสนใจของเขา เด็กจะเรียนรู้ได้ดี เมื่อได้ทำในสิ่งที่เขาสนใจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพและช่วยพัฒนาเด็ก

สังเกตและพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังทำ อ่าน ดู และเรียนรู้ พาเขาไปสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ ชมการแสดงละคร สวนสัตว์ ฯลฯ หรือลองทำแบบทดสอบความสนใจ กิจกรรมเหล่านี้สามารถช่วยพ่อแม่ค้นหาและจุดประกายความสนใจของลูกได้

2. ปล่อยให้ลูกลงมือทำ

เมื่อรู้แล้วว่าลูกสนใจอะไร ก็ช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติมและทำให้การเรียนรู้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น โดยการพาเขาไปลองเรียนรู้สัมผัสด้วยประสบการณ์ของตัวเอง การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็ก เมื่อเด็กได้เคลื่อนไหว สัมผัส และได้รับประสบการณ์ เขาจะเรียนรู้อย่างสนุกสนาน

เช่น หากลูกของคุณกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำ ให้พาเขาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ถ้าเขากำลังสนใจศิลปินสักคน ให้พาเขาไปที่พิพิธภัณฑ์เพื่อดูผลงานของศิลปินคนนั้น

3. ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก

เรื่องที่ดูเหมือนน่าเบื่อก็สามารถกลายเป็นเรื่องสนุกมากขึ้นได้เมื่อปรับรูปแบบการเรียนรู้ เช่น สอนผ่านเพลง เกมวิชาการ เกมล่าสมบัติ กิจกรรมสร้างสรรค์ BINGO เชิงวิชาการ หรือปริศนาอักษรไขว้ รวมไปถึงการทำโครงการศิลปะ ดนตรี หรืองานเขียนเชิงสร้างสรรค์เข้ากับหัวข้อวิชาการใดก็ได้ เช่น สร้างเพลงเกี่ยวกับวัฏจักรของน้ำ หรือเขียนเรื่องราวจากมุมมองของลูกอ๊อดในขณะที่กำลังแปลงร่างเป็นกบ หรืออาจสร้างแบบจำลองของระบบสุริยะโดยใช้วัสดุที่หาได้ในบ้านหรือในห้องเรียน หรือบางครั้งแค่ใช้อารมณ์ขัน เล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่สอนก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานขึ้น

เมื่อลูกเริ่มเห็นว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกมากขึ้นและเครียดน้อยลง ความรู้สึกรักในการเรียนรู้ก็ค่อยๆ จะเติบโตขึ้น

4. เป็นพ่อแม่ที่รักในการเรียนรู้

พ่อแม่ควรสำรวจตัวเองเช่นกัน ว่าสนใจ หลงใหลในเรื่องอะไร และแสดงออกให้ลูกเห็น เช่น การทำอาหาร การถ่ายภาพ วรรณกรรม ฯลฯ พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับสิ่งที่พ่อแม่กำลังเรียนรู้ ความท้าทาย ความตื่นเต้น วิธีที่พ่อแม่นำสิ่งที่คุณเรียนรู้ไปใช้ในชีวิต การแสดงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของพ่อแม่จะช่วยปลูกฝังความหลงใหลแบบเดียวกันนี้ให้กับลูก

5. ค้นหาสไตล์การเรียนรู้ที่เหมาะกับลูก

เด็กมีสไตล์การเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หรือรูปแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละคน นักจิตวิทยาได้ระบุรูปแบบการเรียนรู้หลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหวร่างกาย

- เด็กที่ชอบเรียนรู้ผ่านการมองเห็น จะประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อนำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเป็นรูปภาพ เด็กกลุ่มนี้มีลักษณะช่างสังเกต มีความจำที่ยอดเยี่ยม และมักจะชอบงานศิลปะ

- เด็กที่ชอบเรียนรู้ผ่านการได้ยิน ชอบที่จะรับข้อมูลผ่านการฟัง เด็กกลุ่มนี้เป็นผู้ฟังที่ดี ปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี และมักมีจุดแข็งด้านการพูด และ/หรือความถนัดด้านดนตรี

- เด็กที่ชอบเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย มักเก่งด้านกีฬาหรือเต้นรำ เด็กกลุ่มนี้เรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการเคลื่อนไหวและการสัมผัส ชอบนับนิ้วหรือใช้ภาษาท่าทางบ่อยๆ

หาจุดเด่นของลูกว่าเด่นในการเรียนรู้แบบไหน และส่งเสริมในทางที่เหมาะกับเขา จะช่วยให้เขาเรียนรู้ในแบบที่เขารู้สึกสบายใจและสนุกสนานที่สุด

6. พูดคุยและรับฟัง

การให้ความสนใจกับคำถามที่ลูกถามอาจช่วยให้ค้นพบความสนใจของเขาได้ เมื่อลูกแสดงสนใจด้วยการถามคำถาม พยายามตอบคำถามนั้นให้ดีที่สุด แม้ว่าคำถามจะนอกประเด็นไปบ้าง แต่พ่อแม่ก็ควรแสดงความสนใจและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับลูก หากพ่อแม่ไม่ทราบคำตอบ ชวนลูกมาค้นหาคำตอบไปด้วยกัน เป็นการสร้างประสบการณ์ที่สนุกและน่าจดจำได้อีกทางหนึ่ง

พูดคุยด้วยการถามคำถามปลายเปิด เช่น "ทำไม" "อย่างไร" หรือ "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า….?" คำถามเหล่านี้สามารถนำเด็กไปสู่ระดับการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย

7. สนับสนุนและให้กำลังใจ

เหตุผลหนึ่งที่เด็กมักจะสูญเสียความรักในการเรียนรู้ เมื่อเขาเริ่มเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความวิตกกังวลและความกดดัน ทำให้เขากังวลว่าจะได้เกรดไม่ดี ตอบคำถามผิด หรือสอบตก

เมื่อการเรียนรู้เป็นเรื่องของผลลัพธ์เท่านั้น การเรียนรู้ก็จะไม่สนุกอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องสอนเด็กๆ ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด เช่น "ความฉลาด" ความสำเร็จมาจากความพากเพียร การฝึกฝน การทำงานหนัก และความล้มเหลว